ฮืม จริงๆไม่ควรพาดหัวแบบนี้สินะ เพราะดูรุนแรงไปหน่อย แต่ก็จริง
 
จริงๆเอนทรี่นี้(ซึ่งนานมากกว่าจะกลับมาเขียน) อยากจะมาบอกว่า ทำไมการอ่านในไทยถึงไม่ประสบผลสำเร็จ ทำไมเด็กไทยถึงไม่ชอบอ่านหนังสือ และทำไมวรรณคดีไทยถึงดูน่าเบื่อนัก ซึ่งทั้งหมด ครูภาษาไทยและหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทย รวมทั้งกระทรวงวัฒนธรรมสามารถบอกได้ และผมจะมาบอกว่า"ไม่จริง"(ในทุกระดับ)พร้อมสถาปนาอำนาจใหม่ในการอ่านกัน โอเค๊
 
คำถามของผมก็คือ เวลาที่เราพูดถึงคำ่ว่าวรรณคดีหรือวรรณกรรมไทย โดยเมื่อแรกเริ่มที่งานพวกนี้ถูกแนะนำให้กับเรา คือในห้องเรียนวิชาภาษาไทยใช่มั้ยครับ และมักจะมากับคุณครูสมศรีหรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นในระดับนึง การอ่านวรรณคดีไทย(ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นคำว่า"วรรณกรรม"ในเวลาต่อๆมา) มันมาพร้อมกับความคร่ำคร่า เข้มงวด น่าเบื่อ และอยู่บนหิ้ง การอ่านวรรณกรรมคือการพยายามยกระดับจิตใจของตัวเอง มีการอ่านที่ถูกต้องหนึ่งเดียวตามหลักสูตรบอก ห้ามอ่านนอกแถวนอกแนว และห้ามยวนห้ามตั้งคำถาม ทุกอย่างที่คุณทำได้คือการท่องๆๆๆๆแล้วตอบให้เหมือนกับสิ่งที่ครูบอก
 
อีกอย่างวรรณกรรมถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนสังคม ถูกมองว่าเป็นเครื่องสอน"จรรโลงสังคม" วรรณกรรมต้องให้ไม่อย่างใดก็อย่างนึงระหว่างกับสอนและการสะท้อนภาพ ซึ่งทั้งหมดแล้วผมคิดว่าคงจะนิยามได้สั้นๆว่า "น่าเบื่อ" ใครจะอยากไปแสวงหาความจริงในยุคหนึ่งหรือแสวงหาการจรรโลงใจอะไรกันตลอดเวลา ดังนั้นเอง วรรณกรรมจึงถูกโยนทิ้งเมื่อหมดคาบ หรือเมื่อไม่มีกรอบมาบังคับให้เราต้องอ่าน วรรณกรรมจึงเป็นสิ่งน่าเบื่ออันดับต้นๆและควรอยู่ให้ห่างๆ ประดิษฐานไว้บนชั้นเงียบๆมืดๆแหละดีแล้ว
 
ทั้งหมดคือกรอบคิด และผลของมันที่ผมเชื่อว่าส่วนนึงทำให้คนเกลียดการอ่านไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนการสอนแบบนี้ยังเป็นการกดเด็กไว้กับกรอบอะไรซักอย่าง ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ แล้วถึงเวลาจะมานั่งบ่นทำไมว่าเด็กไทยไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ชอบอ่านหนังสือ ในเมื่อการหล่อหลอมองค์ความรู้ให้เด็กเต็มไปด้วยกรอบแบบนี้
 
ที่ผมอยากจะบอกคือ ทุกอย่างในกระบวนการสอนหรือกรอบคิดที่ว่ามันไม่จริงเลยซักนิด การอ่านนั้นไม่มีการอ่านที่ถูกต้องที่สุดที่จะมากำกับการอ่าน-การตีความอะไรแต่อย่างใด อำนาจของการตีความหรือให้ความหมายกับตัวบทมันขึ้นอยู่กับเราผู้อ่านล้วนๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำราหรือไม่ได้เกี่ยวกับเจตนา/ความตั้งใจของผู้แต่งด้วยซ้ำ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันคือภารกิจของการให้การศึกษา เพราะเด็กอาจจะยังไม่มีพื้นฐานในการที่จะอ่านและเห็นอะไรมากเท่าไหร่นัก แต่บางทีเด็กก็เห็นอะไรมากกว่าผู้ใหญ่หรือครู
 
สิ่งที่สำคัญคือต้องเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นกับตัวบทบ้างโดยสิ่งที่ครูทำได้คือต้องตะล่อมเรื่องความคิด ซึ่งมันไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะเรื่องอำนาจของครู การที่ครูจะยอมรับฟังเด็ก ในระดับนึงมันคือการให้อำนาจเด็กในการคิดซึ่งย้อนกลับไปมันคือChild Centerนั่นแหละ ซึ่งครูไทยอาจจะยังทำใจไม่ได้ที่จะรับฟังความคิดเห็นของเด็กน้อย ซึ่งถ้าครูยอมรับฟังแล้วมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กผมคิดว่าจะมีประโยชน์งอกเงยในหลายแง่มาก เพราะ1 เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กกล้าแสดงความคิดและกระตุ้นให้เด็กคิด2 เป็นการบริหารทักษะการคิดอย่างเป็นระบบให้เด็ก รวมทั้งการใช้เหตุผล การประมวลความคิด และการโต้แย้งที่เหมาะสม 3 ทำให้บรรยาการของการเรียนมีdynamic มีการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ไม่ได้เป็นการสื่อสารทางเดียว
 
จริงๆกะจะเขียนเรื่องสบายๆนะแต่ทำไมดูเครียดจัง แต่ผมอยากจะพูดจริงๆว่าในแง่นึงการเรียนการสอนแบบนั้นมันคือเผด็จการทางความคิดอย่างนึง
 
ผมพูดเรื่องอำนาจการตีความของเราไปแล้ว ซึ่งมันก็โยงกับสถานะของวรรณกรรมนะ อย่างวรรณคดีมันสูงส่งแตะต้องไม่ได้ ซึ่งก็เลยไม่ถูกแตะต้องนานจนฝุ่นจับ ถามว่าการที่เราบอกว่าวรรณคดีไทยสูงส่งมันคือการตีความอย่างนึงใช่มะ และมันก็เป็นการตีความที่ถูกทำให้แตะต้องไ่ม่ได้เพราะว่ามันถูกที่สุด ซึ่งมันไม่มีหรอก อย่างที่บอกไปแล้ว
 
อย่างนึงที่ผมอยากจะบอกคือ ผมไม่ได้มาบอกว่างานวรรณคดีมันไม่มีคุณค่านะ แต่ที่แน่ๆคือมันไม่ใช่แค่กระจกสะท้อนสังคมและไม่ใช่เครื่องยกระดับจิตใจอย่างที่เข้าๆใจกัน ซึ่งการอธิบายวรรณกรรมมันไม่ได้มีชุดเดียวว่าสูงค่า เลอลอย ดีงามอย่างที่เราจะเห็นภาพวรรณคดีเล่มหนา(ที่อยู่ไกลๆ) คือรู้ว่าดี แต่จะดีกว่าคืออย่ามายุ่งกะฉัน ดังนั้น ผมจะลองยกวรรณกรรมขึ้นมาดูแล้วส่องมันในมุมต่างๆ ดูว่าจะเป็นยังไง
 
เช่น ลิลิตพระลอ ถ้าผมถามว่า เรื่องนี้มันเป็นยังไง มันดียังไง ก็จะต้องตอบว่า แต่งไพเราะป่ะ ตรงเนื้อเรื่องนี้จะบอกว่ายังไงดี เนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตามป่ะ ไม่แน่ใจนะ(หมายถึงว่าชุดความคิดของเราที่มีต่องานวรรณคดีมันจะมีคำอธิบายเดียว ตามที่ตำราวรรณคดีวิจักษ์บอกมา ทำให้เราคิดนอกแบบไม่ได้)
 
แต่ถ้าผมบอกว่า ลองมองดูสิว่าโดยเนื้อแท้เรื่องนี้มันพูดถึงอะไร(ลองคิดนอกแบบดู ปาวรรณคดีวิจักษ์ทิ้งไป) ในระดับนึงมันคือ"ความรัก"ใช่มะ แต่ถ้ามองลงไปอีก มันคือ "ความปรารถนา" ใช่รึเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นมันคือความปรารถนาของผู้หญิง(สองคนด้วยนะ)ที่มีต่ิอผู้ชายคนนึงที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้านะ แล้วถามว่าแบบนี้เป็นเครื่องสะท้อนสังคมหรอ? ไม่ใช่เลย มันเป็นมากกว่านั้น แล้วถามว่ามันกำลังพยายามสอนอะไรเราหรอ การที่ผู้หญิง(ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาด้วยนะ เป็นเจ้าหญิง!)อยากได้ผู้ชายจนทำเสน่ห์ใส่เนี่ย มันสอนอะไร แล้วทั้งเรื่องนะมันเต็มไปด้วยตัณหา เต็มไปด้วยsexนะจะบอกให้ แล้วลองนึกภาพสิว่า พระเพื่อนพระแพงเป็นฝาแฝดกัน มีsex sceneด้วยนะ เป็น3somesแชร์ผู้ชายคนเดียวกันแบบcinematicมาก มีคำแบบ "สนุกน้ำสนุกบก" อะ ลองอ่านคำนี้ดูดิ ผมว่าแค่คำว่าสนุกน้ำสนุกบกมันเห็นภาพแบบ หูยยยยยย ลากถูกไปทางโน้นทีทางนี้ทีเลยนะ แล้วยิ่งไปกว่านั้นพอ เอ็กโอสามเหลี่ยมกันเรียบร้อยนี่เพิ่งจะมารู้ชื่อกันคิดดู! (ถ้าใครจำเรื่องไม่ได้ คือมีการนัดแนะให้พระลอมาเจอพระเพื่อนพระแพงในสวน พอมาเจอปุ๊บก็xoสามเหลี่ยมกันทันที พอเสร็จถึงรู้เรื่องว่าใครเป็นใคร เก๋มะ เ๋ก๋จะตาย ซึ่งจริงๆเก๋๋กว่านี้นะเพราะระดับข้ารับใช้ของทั้งสองคนอ่ะ คือฝ่ายหญิงก็มีข้ารับใช้เป็นนางรื่นนางโรย ฝ่ายชายชื่อนายแก้วนายขวัญ สี่คนนี้ก็สวิงกิ้งกันเองด้วย!)
 
แล้วแบบนี้ต้องถามกระทรวงศึกษาว่า "สอน"ดีมะ
ยังนะ ถ้ายังไม่สาใจ ผมขอเสนออีกเรื่องคือ ขุนช้างขุนแผน เราคงจำได้ว่าจะมีตอนที่ขุนแผนเป็นพลายแก้ว บวชอยู่ใช่มะ แล้วนางพิมเห็นแล้วก็ อะฮั๊ง เลยปลดสไบไปติดกัณฑ์เทศน์ เรารู้แค่นีเแล้วก็จบ แต่ลองตั้งคำถามสิว่า ถ้ามันเป็นชีวิตจริงนะขุนแผนลงหน้าหนึ่งไทยรัฐไปแล้ว นางพิมก็ต้องถูกประนามถูกมะเพราะไปหลงเอาพระอ่ะ! แล้วตอนต่อจากนั้น พอตกค่ำขุนแผนปลดจีวรแล้วมาเจอนางพิมที่ไร่ฝ้าย!!! (ถ้าอ่านในขนบจะได้ภาพแบบนึง ถ้าผมอ้างกับไทยรัฐมันก็จะได้ภาพ ได้ความหมายอีกชุดนึงใช่มั้ยครับ นี่ไงการตีความที่อิงกับบริบท ชุดความหมายต่างๆที่ผมบอกแล้วว่ามันขึ้นกับเราเอง)
ขุนช้างแผนนี่มีอีกนะครับ ถ้าเราเอาจิตวิทยาไปอ่านซึ่งมีคนทำแล้ว แล้ววงวรรณกรรมไทยแทบแตก คือออกมาประกาศว่า "ขุนแผนเป็นซาดิสซึ่ม" และ"นางพิมเป็นมาโซคิส" ซึ่งคนวิจัยก็ยกตัวอย่างมาให้เห็นว่าขุนแผนมีความสุขเวลามีเซ็กส์ด้วยความรุนแรงและนางพิมก็มีความสุขจากการถูกกระทำนั้น ซึ่งสรุปรวมแล้วนี่ตูอ่านสุนทรียะในความสัมพันธ์ของpychoticอยู่นี่หว่า! (ต้องย้ำว่าไม่ได้แปลว่างานไม่มีคุณค่านะ แต่ถ้าเราอ่านดูดีๆมันอาจแสดงถึงนี่ไงความเป็นมนุษย์อ่ะ เหมือนการไปอ่านHamletของเชคสเปียร์ว่าฮีมีปมอีดีปัส(ปมที่อยากฆ่าพ่อแล้วแต่งงานกับแม่ตัวเอง))
 
ไหนๆก็พูดเรื่องsexแล้ว จริงๆสังคมเราพยายามห้ามนะ แต่ถ้ามองย้อนไปในวรรณคดีไทย เรื่องsexเยอะมาก ไหนล่ะศีลธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมอ้าง ผมอยากพูดถึงอันนึงอ่ะ ซึ่งผมคิดว่าเป็นที่มาของคำว่า"ถูกฟัน"ในแง่ทางเพศรึเปล่าคือ สมุทรโฆษคำฉันท์ มันจะมีเรื่องอุ้มสม ไอ้อุ้มสมเนี่ยเป็นelementที่เก๋มากเลยคือเทวดาอุ้มตัวละครไปมีsexกันอ่ะว่าง่ายๆ แล้วก็เป็นone night standนะถ้าพูดด้วยภาษาสมัยใหม่ บางทีตื่นมายังแบบงงๆว่ามีsexไปจริงป่าวฟะ ต้องมีการทบทวนด้วยแล้วหาอะไรมายืนยันว่าฉัน"โดน"แล้วจริงๆนะ อย่างในสมุทรโฆษสิ่งที่บอกว่า"โดน"แล้วจริงๆคือ "รอยฟัน" ตอนนี้ผมให้อำนาจในการตีความแล้วนะ ลองคิดดูดิว่า แค่บอกว่ามีรอยฟันเกิดขึ้นบนผิวเนื้อนางเนี่ยมัน โอ้โห Eroticมากนะ ว่ามันทำกันอีท่าไหนฟะ มีขบมีข่วนด้วย เห็นภาพจริงๆแล้ว จันดารายังอาย
 
นี่อ่านมาตั้งนาน ตกลงผมตอบประเด็นป่ะว่าการอ่านมันทำได้ แล้วมันอ่านได้เยอะ อ่านได้สนุก แล้วบางทีมันอาจจะไปไกลกว่านั้นนะ เช่นตั้งคำถามเรื่องชนชั้น เพศ ความไม่เท่าเทียม อะไรได้ไกลกว่าความงาม จรรโลง ความหมายในตัวบทจริงๆเราเป็นคนใส่ได้ (แต่ไม่ใช่ แบร๊ๆๆๆๆ บ้าบอคอแตกนะ) แล้วเห็นป่ะว่าวรรณคดีไทยไม่ได้มีแค่บนหิ้ง เอาล่ะ อยากจะอ่านวรรณกรรมกันอีกทียัง?

edit @ 3 Feb 2012 00:47:47 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 3 Feb 2012 10:00:51 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

คอนเฟิร์มว่าวรรณกรรมที่ยกมาทั้งลิลิตพระลอ และขุนช้างขุนแผนนี่เด็ดดวงจริงopen-mounthed smile
พูดถึงขุนช้างขุนแผนแล้วนึกถึงบทหนึ่งที่ชอบมาก

" ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา
คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่
เงินทองกองไว้ไม่ให้ใคร
ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว"

(คำไหนเคลื่อนไปต้องขอโทษด้วยค่ะ หยิบมาจากความจำ)
มองมุมหนึ่งมันคือการเห็นแก่ความสบายว่า ช้างเนี่ยรวย แต่ถ้ามองอย่างผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเนี่ย แม่พิมพ์แกสว่างจิตคิดได้แล้วว่า ใครรักแก ดีกับแแกจริง เพราะถ้าเลือกลูก ลูกแกก็รวย แกก็สบายเหมือนกันแหละ แต่จะพ่วงพ่อแผนมาด้วยให้ช้ำใจกันอีกคำรบเรื่องความเจ้าชู้ของพ่อ

ในห้องเรียน อาจารย์บอกว่านางพิมพ์ลังเล เลือกไม่ได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าแม่พิมพ์ชีเลือกแล้ว แต่ไม่อยากจะพูดออกมาให้มันโจ่งแจ้งไป จะเป็นการหักหน้าผัวเก่าแกไปอีก น้ำท่วมปาก!

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#7 By ♠Mary-JanE♠™ on 2012-02-28 22:25

เรามองในภาพรวมค่ะ (หมายถึงวรรณคดีด้วยแต่พิมพ์ผิดค่ะ)

ขออภัยยิ่งค่ะsad smile เป๋ออีกแล้ว
อย่าลืมนะครับว่าตัวบทตัวบทนึงผู้อ่านเป็นคนให้ความหมายเป็นหลัก ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยว่าวรรณกรรมไทยไม่"ไม่ทำให้ใครคิดเป็น"(ไนขณะที่งานชาติอื่นทำ?) open-mounthed smile
เราคิดว่าวรรณกรรมไทยก็ไพเราะค่ะ แต่ติดที่ว่าไม่ทำให้ผู้อ่านคิดเป็น

จะว่าไปการศึกษาบ้านเราก็ออกแนวท่องจำแต่ไม่สามารถประยุกต์หรือใช้สมองเท่าไรsad smile

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
พอตีความออกมาแล้วมันอะเหยยย จริงๆด้วยนะคะเนี่ย...

#3 By projectZORO on 2012-02-03 01:43

open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

ขอบคุณที่เจิมครับ 5555
น้านนานจะเห็นว่านเขียนบล็อก confused smile