/me ปาดหยากไย่เดินฝ่ากองฝุ่นเข้ามาในบลอคที่ถูกทิ้งร้าง
 
อะแฮ่มๆ น๊านนานแล้วนะฮะที่ไม่ได้มาเขียนบลอคอันนี้ อันเนื่องมาจากตัวผมเองไปกรากกรำกับการศึกษาในระดับสูงขึ้น เรียนไปก็คิดว่ารนหาที่แต้ๆเน้อตััวเราเพราะมันกรากกรำและยาวไกลพอสมควร วันนี้พอจะปลีกตัวได้เลยเอาประเด็นน่าสนใจมาพูดกันดีกว่า นั่นคือ การ"นินทา"นั่นเอง
 
ผมว่าหลายคนคงสงสัย หรือกระทั่งตัวผมเองเนี่ยผมว่าวัฒนธรรม-อารยธรรมทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะของไทยเราเนี่ยมันมีรากฐานอยู่บนการนินทาเลยเทียวนะ ใครจะบอกว่าสังคมอุดมปัญญาอะไรก็เถอะแต่ผมว่าบ้านเรานี่แหละสังคมอุดมนินทา ของแท้และแน่นอน ทีนี้หลายคนคงตั้งข้อรังเกียจว่าไม่ดีไม่งาม ไม่ใช่เรื่องจริงหรืออะไรต่างๆนาๆ แต่สำหรับเอนทรี่นี้เราจะยกประเด็นทางศีลธรรม-สัังคมพวกนั้นไว้ก่อน แต่จะมามองว่าเอ๊ะ ทำไมโลกนี้-สังคมนี้ถึงมีการนินทา มันมีหน้าที่อะไรแล้วมันทำให้เรามองเห็นอะไรจากการวัฒนธรรมการนินทานั้นได้ บ้าง
 
จริงๆแล้วคนไทยก็เสพติดการนินทาอยู่ไม่กี่อย่างหรอกนะ บางอย่างก็ล่อแหลมเป็นที่รู้กัน เอาเป็นว่าผมจะพูดถึงส่วนที่ไม่ล่อแหลมแต่มีลักษณะคล้ายๆกันจะดีกว่า
 
กลัับมาที่มองภาพรวมว่าแล้วการนินทาเนี่ยมันเป็นมายังไง ไม่รู้ว่าผมเข้าใจผิดรึเปล่าว่าถ้าพูดถึงเรื่องซุบซิบนินทาเราต้องยกให้สาวๆ เป็นอันดับหนึ่ง และถ้าเป็นแบบนี้จริง ถ้าเรามองด้วยมุมมองของเพศสถานะเรามองเห็นฟังชั่นของการซุบซิบนิินทาในหลาย ระดับและเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งเลยทีเดียวละ
 
ถ้าการนินทาถูกโยงกับผู้หญิงแล้ว นั่นอาจจะแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วการนินทาก็คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของผู้หญิงภายใต้กรอบ เรื่องเล่าหลักที่ผู้ชายวางไว้ให้(คือถ้าเรามองว่่าเรื่องราวต่างๆที่มัน หมุนเวียนอยู่ในสังคมในฐานะเรื่องเล่าเนี่ย ปกติเราจะคุ้นเคยกับเรื่องหลักๆที่ถูกตราว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือเรื่องเล่าของผู้ชายนั่นแหละ ทีนี้การที่ผู้หญิงมานั่งจับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าคู่ขนานอีกชุด นึงมันก็มีนัยของการต่อรอง คัดง้างกับเรื่องเล่าแม่บทที่ว่า ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะมองข้ามเรื่องเพศสถานะไปก็ได้ เราก็จะเห็นว่าการซุบซิบกันเนี่ยมันอาจจะเป็นได้ทั้งการต่อรอง ต่อต้าน ตลอดจนตั้งคำถามกับเรื่องเล่าแม่บทนั้นได้(เช่นข่าวเป็นต้น))
 
ทีนี้ไอ้การจับกลุ่มนินทามันก็ยังมีฟังชั่นอีกอันที่มาพร้อมกันคือการส ร้าง"ความเป็นกลุ่ม" ซึ่งแน่นอนว่าพอจับกลุ่มแล้วมันต้องผลักอะไรบางอย่าง"ที่กำลังถูกนินทา" ให้กลายเป็นอื่นไกลออกไปกว่ากลุ่มนั้น ลองสังเกตง่ายๆว่าถ้าความเป็นกลุ่มยิ่งเหนียวแน่นเท่าไหร่ ความเป็นอื่นก็ยิ่งไกลไปเท่านั้น ทีนี้การนินทากันเนี่ยมันจะมีนัยของอำนาจแฝงอยู่ด้วย จากตัวอย่างนี้ลองนึกสภาพการจับนินทาครูอาจารย์ จะเห็นได้ชัดว่ายิ่งเม้าส์กันมันส์เท่าไหร่ ความสัมพันธ์ของกลุ่มนักเรียนก็จะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นเท่านั้น
 
พอมาถึงจุดนี้ก็จะเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์เชิงอำำนาจระหว่างกลุ่มผู้ นินทากับผู้นินทาแล้วว่า โดยปกติแล้วการนินทามันจะเป็นการเม้าส์กันลับหลังคนที่มีสถานภาพสูงกว่าเรา จริงมั้ยครับ ไม่งั๊นเราก็มักจะไม่ใช้คำว่านินทาหรอก ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการนินทานี่แหละเป็นการแสดงออกเพื่อต่อรองกับอำนาจ นั้นๆนั่นเอง มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าไอ้อำนาจที่มันเหนือกว่านั้นไม่ได้เบ็ดเสร็จ แล้วไอ้การนินทากันเนี่ยบางครั้งก็จะมีลักษณะของการพยายามบ่อนทำลายไอ้ความ ทรงอำนาจนั้น หรืออาจตั้งคำถามเพื่อในที่สุดแล้วภาพความเป็นอุดมคตินั้นมันถูกลดทอนลง ซึ่งโดยรวมก็คือการต่อรองทางอำนาจนั่นเอง
 
ดังนั้นจะขอยกสิ่งที่คนไทยเราชอบนินทากันมากจนเกิดเป็นกิจการเป็นล่ำเป็นสันคือนินทา"ดารา"นั่นเอง
 
เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมถึงได้หมกมุ่นกับเรื่องอะไรต่างๆของดาราเหลือเกิน นิตยสารซุบซิบเกิดขึ้นไม่รู้กีี่หัวต่อกี่หัว ส่วนนึงผมมองว่า เนื่องจากดารามีลักษณะเป็น"สถาบัน" อย่างนึง (คำว่าสถาบันอันนี้อย่าไปโยงกับสถาบันที่เราคุ้นเคยที่จะต้องมีนัยค่อนข้าง สูงส่ง มันคือการนิยามอย่างนึงเท่านั้นเอง) ถามว่าทำไมผมถึงมองว่าดาราเป็นสถาบันชนิดนึง ถ้าลองมองดูดีๆเราจะเห็นความเป็นกลุ่มก้อนของความเป็นอาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ ตัว มีสถานะที่แตกต่างออกไปจากอาชีพโดยทั่วๆไป มีรูปลักษณ์ที่พิเศษและแตกต่าง ถูกมองและถูกนิยามโดยคนส่วนใหญ่ของสังคม ผมมองว่าดารานี่แทบจะกลายเป็นชนชั้นใหม่ไปแล้ว คือถ้าเราดาราในสถานที่ต่างๆอารมณ์จะไม่เหมือนกับเจอมนุษย์ทั่วๆไป มันจะมีความเป็นกลุ่มก้อนอะไรที่มันพิเศษ ดังนั้นจึงกลับไปอธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แปลว่าเราเห็นว่าดารามีความเหนือกว่าทางอำนาจในด้านต่างๆ ทั้งสถานภาพ(ที่อาจจะเกิดจากความร่ำรวยที่แสดงออกมาจากแต่งกาย รถยนตร์ ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ) รูปลักษณ์ภายใน(หรือbodyที่ในทางวิชาการถืือว่าเป็นการแสดงออกทางอำนาจที่ สำคัญมากๆ ในกรณีนี้ก็เช่นกัน การที่ดารามี"ร่างกาย"หรือ"รูปลักษณ์"ที่สังคมนิยามว่า"พิเศษ"นี่แหละเป็น การให้อำนาจอย่างนึง)
 
เลื่อนลงมาอีกนิดก็จะอธิบายต่อในตัวเองว่า ในเมือดารา(จริงๆแค่คำว่า"ดารา" "เดอะสตาร์" ลำพังตัว"คำ"เองก็มีนัยที่แสดงถึงชนชั้นอยู่แล้ว สะท้อนถึงภาพพื้นที่ที่เลิศลอยเกินกว่าธรรมดาสามัญ ยิ่งมีรายการพวกล่าฝันอะไรแบบนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นพื้นที่ปิดที่ต้องตะเกียกตะกายไปสู่ ดังนั้นความเป็นอุดมคติก็ยิ่งสูงขึ้น) กลับมาต่อว่า จริงๆคนก็คงรับรู้อยู่ลึกๆว่าตัวเองนั่นแหละที่ไปนิยาม ให้ค่าความหมายกับ"ความเป็นดารา"แบบนี้ ดังนั้นการซุบซิบนินทาจึงเป็นแสดงออกเชิงอำนาจของผู็บริโภคเองอีกทีนึงนั่น แหละ คล้ายๆว่านิยามคุณค่าเอง แล้วก็พยายามบ่อนเซาะไอ้ภาพต่างๆที่มันเกินเอือมเหล่านั้น ดังนั้นข้อเสนอแรกผมคือการนินทาดารามันคือการพยายามบอกว่าไอ้เทวดานางฟ้าที่ ถูกนำเสนอออกมาแบบสมบูรณ์แบบเหลือเกิน มีความเป็นอุดมคติเหลือเกิน จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกย่ะ มันก็คนดีๆเหมือนนี่แหละ มิใช่เทวดานางฟ้าที่ไหน
 
อีกแง่นึง ซึ่งจริงๆแล้วการนินทาผมว่ามันก็มีหลายลักษณะนะ ลักษณะนึงก็คือเรื่องคาวๆ ไอ้แบบว่าผิดศีลธรรมอะไรเนี่ยชอบนัก มันส์ฉุดๆอะไรทำนองนี้ ซึ่งโดยผิวเผินไอ้การนินทาเหมือนจะเป็นฟังชั่นพื้นๆที่เหมือนกับการพยายาม รักษาไอ้ระบบคุณธรรมจริยธรรมอะไรต่างๆนาๆเอาไว้ (คล้ายๆเป็นการลงโทษส่วนนึง กับอีกส่วนนึงก็เพื่อยกระดับความมีคุณธรรมของตัวผู้พูดเอง แบบมาพูดๆเสร็จแล้วก็จะแบบ โอ๊ยชั้นรับไม่ได้ อี๊แหวะ ทำตัวแบบนี้ได้อย่างไรบลาๆๆๆ) ซึ่งนักทฤษฎีสายฟรอยด์เดี้ยน ลากองเนี่ยน(โดยสรุปอีตาพวกนี้จะบอกว่าในจิตลึกๆ ความปรารถนาอะไรต่างๆของเรามันดำมืดกว่าที่คิด)คนนึงชื่อชีเช่(Slavoj Žižek) อีตาคนนี้นี่แนะนำเลยนะฮะเป็นนักทฤษฎี นักปรัชญ่สภาพแบบดิบๆเถื่อนๆแล้วยังไม่ตาย ฮีเป็นคนที่เอาแนวคิดจิตวิเคราะห์แบบลากอง(อันซึงบ้าบออะไรไม่รู้มาทำให้จบ ต้องได้แล้วแนวมากขึ้น แต่จริงๆฮีก็เข้าใจยากอยู่ ลองฟังแกตามยูทูปได้) แกก็บอกว่า โนจ่ะ ไอ้การที่คุณชอบอะไรแบบนี้นะ มันคือการหลีกเลี่ยงความปรารถนา(อันดำมืด)ของคุณเองต่างหากล่ะ พูดง่ายๆก็คือ สังคมบอกว่าคุณต้องรังเกียจเรื่องคาวๆพวกนี้นะ แต่การที่เอามาพูดซ้ำๆกันเนี่ยมันคือการรับประสบการณ์ที่สังคมห้ามไว้ทางนึง นั่นแหละ(คือใจจริงก็ชอบอ่ะนะอะไรทำนองนี้) แต่ในที่สุดเราไม่รู้สึกผิดไงเพราะเราไม่ได้พูดถึงตัวเอง แต่พูดถึงดารา ต. นั่นต่างหาก(มันก็โยกย้ายไอ้ความดำมืดที่เราเพิ่งรื่นรมย์ไปกะมันเมื่อตะกี้ ไปให้อีตาดารานั้นในตอนท้ายที่สุด)
 
หรืออีกแง่นึงในตอนที่เราเม๊าส์กันแบบ อาจจะเป็นเรื่องดีๆที่แบบเวอร์ๆ แต่เราก็แอบนิยมอยู่ในใจ ในระหว่างที่กำลังเม้าส์อย่างออกรสออกชาติอยู่นั้นก็เหมือนการที่เราเอาตัว เองไปใส่ในเรื่องที่กำลังเม้าส์อยู่นั่นเอง เหมือนกันidentifyตัวเองเข้ากับดาราที่กำลังเม้าส์อยู่นั่นเอง(เช่นอาจจะ โอ้ยคนนั้นคนนี้แต่งงาน เพอเฟ็คอย่างโง้นอย่างงี๊ ตอนเม้าส์ไปก็อาจจะจินตนาการภาพตัวเองในชุดเจ้าสาวแบบที่เพิ่งดูข่าวมาเมื่อ คืนอะไรแบบนี้)
 
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าไอ้การนินทาเนี่ยมันมีฟังชั่นหลากหลายในตัวเอง เหมือนกัน เช่นเป็นทั้งภายนอกที่เป็นการต่อรองกับอะไรบางอย่าง มักจะเป็นเชิงอำนาจ หรือภายในซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการsatisfyตัวเองในหลายระดับทั้งระดับจิตไร้ สำนึกไปจนถึงระดับพื้นผิว
อย่างไรก็ตามผมไม่ได้จะบอกว่าการนินทาดีงามอย่างไร แต่ลองมองดูว่าสิ่งที่มันหมิ่นเหม่แต่มีมากเนี่ยมันมีเพราะอะไร และเพื่ออะไร
(รวมรวมความรู้มาจากสัมนาอาชญนิยาย)
วันนี้ก็หมดเรื่องจะคุยแล้วครับ จริงๆมีหลายประเด็นที่กำลังขบคิดอยู่เหมือนกันเช่นว่า งดเหล้าเข้าพรรษา เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเข้าพรรษาต้องงดเหล้า แล้วเหล้านี่ดูเป็นอะไรที่เป็นศัตรูกับสังคมไทยอยู่ตลอดเวลา น่าคิดว่าไอ้วาืทกรรมงดเหล้าเข้าพรรษานั่นมีกรอบคิดอยู่บนอะไรกันแน่
 
ลาแล้วครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมบลอค ไว้จะพยายามหาเรื่องมาคุยช่วยกันขบคิดอีกบ่อยๆ(ถ้าปลีกร่างได้นะครับ)

edit @ 26 Jul 2011 01:10:54 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

บทความเจ๋งมากค่ะ Hot!

คิดต่อไป... แล้วอะไรที่ทำให้การต่อรองกับแม่บทที่ว่านี้เกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

ใช่ที่ว่าัสังคมไทยเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ที่หญิงถูกมองว่าไ้ร้อำนาจ จึงหาเรื่องต่อรองกับอำนาจที่ว่านี้อยู่บ่อย ๆ หรือเปล่า ?

จะด้วยเหตุผลอะไร โดยส่วนตัวก็ไม่คิดว่าการนินทาเป็นเรื่องดีแต่อย่างใด open-mounthed smile

#2 By ♠Mary-JanE♠™ on 2011-10-28 03:23

ขอบคุณค่ะ แอบคิดเหมือนกันนะ

ในหลาย ๆ ประเด็น

#1 By •.★*Rainbow ❤ Rozen*★.• on 2011-10-01 22:57