บทวิจารณ์นี้มีสปอยแน่นอน
 
 
ใครๆก็ไปดูลัดดาแลนด์ แถมมีกระแสสรรเสริญกันหนาหูว่าเป็นหนังดีเลิศประเสริฐศรีต่างๆนาๆ(ส่วนนึงคงด้วยชื่อของGTH) เมื่อผมไปดูแล้วก็พบว่าหนังไม่ได้ดีถึงขนาดนั้น ไม่ใช่"ส่วนผสมที่สงตัว" ของหนังผีและหนังดราม่าอย่างที่พูดๆกัน เพราะในความคิดของผม มันคือหนังที่ไปไม่สุดซักทาง แต่พอมาวิเคราะห์ดูดีๆจะพบอะไรบางอย่างที่หนังได้แสดงออกมาไว้(อย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)
 
 
ลัดดาแลนด์:ความตายที่ไร้ค่าของปิตาธิไตยไร้ราคา
ผมเชื่อว่าคนที่ดูแล้วในตอนจบอาจจะน้ำตาไหลพรากกับวีรกรรมและชะตากรรมของผู้เป็นพ่อของเรื่อง ด้วย"ลัดดาแลนด์"เป็นหนังที่เล่าเรื่องโดยมีพ่อในฐานะหัวหน้าครอบครัวเป็นจุดศูนย์กลาง ดังนั้น เมื่อหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของพ่อผู้พยายามจะก้าวขึ้นสู่บทบาท"ความเป็นหัวหน้าครอบครัว" ตามกรอบคิดแบบปิตาธิปไตย(ลัทธิชายเป็นใหญ่) ซึ่งต้องออกตัวไว้ก่อนว่าอาจจะขัดกับความรู้สึกของใครหลายคน และไม่ได้มีเจตนาที่จะย่ำยีบทบาทและหน้าที่ของผู้ชายในฐานะพ่อ แต่กำลังมองความเป็นไปของเรื่องที่ตกอยู่ใต้อำนาจของความเชื่อมายาคติบางอย่างที่ตัวละครพ่อกำลังพยายามดำเนินตาม    
 

การสถาปนาอำนาจใหม่ของผู้เป็นพ่อ

ปมปัญหาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องคือการที่ธีร์(ก้องสหรัฐ)พยายามที่จะสร้างครอบครัวตามแบบอุดมคติขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปมปัญหาภายในใจของตัวพ่อเองที่รู้สึกขาด"ความเป็นชาย"ในฐานะ"พ่อ"ที่เป็น"หัวหน้าครอบครัว" ตามอุดมคติแบบปิตาธิปไตย(ที่ครอบครัวจะต้องมีพ่อแม่ลูก โดยมีพ่อเป็นเสาหลักของบ้าน เป็นผู้นำของครอบครัว มีแม่เป็นแม่บ้านดูแลบ้านและลูก) ถ้ามองในเชิงอำนาจเราจะเห็นว่าธีย์พยายามจะถึงอำนาจในการปกครองครอบครัวมาจากแม่ยายตามความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ ในฉากแรกๆที่ธีย์สร้างบ้านขึ้นด้วยสองมือของตัวเองแสดงภาพอุดมคติความเป็นพ่อได้อย่างชัดเจนใน"ความเป็นเจ้าของพื้นที่ของครอบครัว" แต่กระนั้นฉากที่พ่อต้อง"ซักซ้อม"เพื่อต้อนรับการมาถึงของครอบครัวกลับสะท้อนถึงความเป็นการแสดงบทบาท(performing)ทั้งยังเผยนัยของความ"ไม่มั่งคง"ของอำนาจของพ่ออย่างชัดเจน
 
อย่างไรก็ตาม นอกจากธีร์จะถูกอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ผลักดันให้ทำหน้าที่พ่อแล้ว ตัวธีย์เองยังตกอยู่ใต้อำนาจมายาคติของภาพฝันแบบบริโภคนิยมตามแนวทางของครอบครัวสมัยใหม่ที่ค่อนไปในทางความฝันแบบอเมริกัน ส่วนหนึ่งอาจต้องการกระโดดหนีจากภาพครอบครัวขยายแบบเก่า(ที่ครอบครัวอาศัยอยู่กับผู้ใหญ่ในบ้าน โดยที่อำนาจส่วนใหญ่นั้นตกอยู่ตามลำดับอาวุโส) ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือภาพความสุขสมบูรณ์ที่เหมือนกับโขกออกมาจากหนังโฆษณาของหมู่บ้านที่เพียบพร้อมของครอบครัวสมัยใหม่จำนวนมาก ภาพของพ่อแม่ลูกที่รื่นรมย์ เลี้ยงสุนัข(โกลเด้นรีทรีเวอร์ ไม่ใช่หมาข้างถนน หางดาบ หรือพันธุ์ทาง) มีรถยนตร์แบบครอบครัว รดน้ำต้นไม้ วิ่งจ้อกกิ้งขี่จักรยานบนทางที่ลาดไว้อย่างดีของหมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้คือภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังของลัทธิบริโภคนิยม(และเป็นภาพที่เราเห็นผ่านสื่อต่างๆอย่างเจนตา) โดยธีย์มองเห็นว่ามันคือคำตอบสุดท้ายของความสุขของครอบครัวที่เขาต้องไขว้คว้ามาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยราคาที่สูงแค่ไหนก็ตาม
 
 
การคัดง้างและการบ่อนทำลายของมารดาที่ตามหลอกหลอน

ในเรื่องนั้นเราจะเห็นได้ว่าความฝันของธีร์ที่จะสถาปนาครอบครัวใหม่เพื่อเติมเต็มบทบาทหน้าที่ของเขาเองนั้นเกือบจะสมบูรณ์อยู่รอมร่อ แต่ตัวละครร้ายที่คอยจ้องจะทำลายครอบครัวอุดมคติของเขาก็คือ แม่ยาย(คุณตุ้กเดือนเต็ม) ผู้ซึ่งส่งมาเพียงแค่เสียงแต่กลับทรงอิทธิพลยิ่งต่อความมั่งคงของครอบครัวสมัยใหม่ของเขา(เหมือนเป็นอิทธิพลมืดที่ชั่วร้ายคอยทำลายพ่อผู้มานะอดทน) ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจเก่าดังกล่าวไม่เพียงแค่ส่งเสียงมาบ่อนทำลายอยู่เป็นประจำผ่านทางชุมสายโทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังได้ส่งร่างทรงของเธอมาในร่างของ"แนน" ลูกสาวคนโต ที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างสุขสมบูรณ์ในครอบครัวแบบเก่า ให้มาเป็นเสมือนฟันเฟืองบิ่นๆในครอบครัวที่เกือบจะเพียบพร้อม
 
ดังนั้น ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นเมื่อเราเห็นแนนลุกขึ้นมีปากเสียงหรือกระทำกิริยาไม่ดีกับพ่อ นั่นก็เป็นเพราะความจงใจของเรื่องที่ต้องการสร้างภาพตัวแทน(ที่เป็นร่างทรง)ของอำนาจเก่าของแม่ยายให้เป็นตัวละครฝ่ายร้ายอย่างเป็นทางการ ด้วยการยัดเยียดบทเยอะๆแรงๆให้กับแนน อีกทั้งยังสร้างความเป็นคู่ขัดแย้งให้กับนัท -ลูก"ชาย"คนเล็ก เราอาจรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมในการท้าทายอำนาจปิตาธิปไตยที่กระทำโดย"ลูกสาว" เพราะส่วนนึงเรายังคงอยู่ใตอุดมการณ์ปิตาธิปไตย(อธิบายเพิ่มเติมในส่วนของบทบาทและสถานะที่ถูกนำเสนอของสองเพศ)
 
ภาพตัวแทนของสองเพศแบบคสาสสิก มายาคติที่ไม่มีวันตายที่นำพาไปสู่ความล่มสลาย
 
ทีนี้ลองมาพิจารณาการจัดวาง บทบาทของทั้งสองเพศในเรื่องดู ซึ่งก็จะพบว่ามันคลาสสิกและอบอวลไปด้วยมายาคติดั้งเดิม ก่อนอื่นผมขอชี้ทางฟากของ"เพศหญิง"ก่อนนะครับ เพราะค่อนข้างจะโดดเด่นและน่าสนใจ(และน่าเบื่อไปในทีเพราะมันซ้ำซากออกไปทางเชยสุดๆ) ถ้าเราลองพิจารณาให้ดู เรื่องนี้เพศชายรับบทเด่นใช่มั้ยครับ ธีร์ หรือแม้กระทั่ง ลูกชาย นี่รับบทนำในแง่บวกโดยตลอด แต่ถ้าเรามองเพศหญิงบ้างล่ะ สังเกตมั้ยครับว่าทั้งเรื่องตัวละครหญิงตกเป็นรองอยู่ทุกตัวเลยก็ว่าได้
 
ผมขอเริ่มที่ป่าน แม่บ้านของเรื่องที่คลาสสิกอีกแล้วครับ เพราะเธอเคยเป็นผู้หญิงทำงานมาก่อนก่อนที่จะถูกจับขังไว้ในพื้นที่บ้านตามอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่(ผู้ชายครอบครองพื้นที่นอกบ้าน ออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ เป็นฝ่ายนำ เป็นผู้กระทำ(active)) ตัวเรื่องแสดงนัยให้เราเห็นว่าป่านเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าธีร์ แต่เธอยินดีที่จะปฎิบัติหน้าที่เพียงแค่"แม่"และ"เมีย" แต่ตรงนี้น่าสนใจนะครับเพราะลักลั่นมาก ธีร์ดูเหมือนจะไม่โดดเด่นในพื้นที่นอกบ้าน แต่แนนกับปรากฏร่องรอยของความโดดเด่น แต่กระนั้น สายตาแบบปิตาธิปไตยกลับมอง"ผู้หญิงที่อยู่นอกพื้นที่บ้าน" ด้วยความหวาดระแวง(ธีร์ระแวงว่าแนนเมื่อออกไปทำงานนอกบ้านแล้วจะไปมีสัมพันธ์สวาทกับเจ้านาย) ตรงนี้เป็นมายาคติที่ตราไว้ที่ผู้หญิง(โดยผู้ชาย)คือ"ความไม่ยับยั้งชั่งใจ"และ"ตกเป็นทาสของอารมณ์ได้โดยง่าย" ซึ่งตรงข้ามกับผู้ชายที่เป็นตัวแทนของ"เหตุผล" (เห็นมั้ยครับ การตราว่าผู้หญิงเป็นตัวแทนของอารมณ์จนสมัยก่อนต้องขังเธอไว้ในพื้นที่บ้านเพื่อป้องกันเธอจากตัณหา แต่สมัยนี้เราก็ยังตราว่าผู้หญิงเป็นตัวแทนของอารมณ์ ผู้ชายเป็นตัวแทนของเหตุผล ซึ่งเป็นผลตกค้างของลัทธิชายเป็นใหญ่ที่วางผู้หญิงไว้ในสถานะที่ต่ำกว่าโดยเฉพาะในการตัดสินใจ)
 
ต่อมาคือตัวละครที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้วคือแม่ยายและลูกสาว ซึ่งถูกจัดวางไว้ให้เป็นตัวละครร้าย แม่ยายคือตัวแทนของหญิงชราที่มีอำนาจ เป็นตัวร้ายเต็มขั้นและมี"ความเป็นอืื่่นที่เป็นภัยคุกคาม"ในสายตาของ"ปิตาธิปไตย"(แน่นอนครับว่า"ชายเป็นใหญ่"ไม่ชอบผู้หญิงที่มีอำนาจและสถานะที่สูงกว่าตน หลายเรื่องหรือแม้แต่ในนิทานมักจะปรากฏหญิงสูงอายุที่มีอำนาจและสถานะสูงกว่า ถูกวาดภาพไว้ในฐานะตัวร้ายที่ต้องก้าวผ่านไป) ส่วนลูกสาวนั้นก็คงสถานะของความเป็นผู้หญิ๊งผู้หญิงไว้คือไร้เหตุผลและท้าทายอำนาจของพ่ออยู่เสมอ ซึ่งตรงนี้หนังได้ทำให้บทบาทของลูกสาวดูแย่ลงด้วยการสร้าง"ลูกชายคนเล็ก"มาคอนทราสให้เห็นว่านี่ไง ขนาดเด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่ายังมีความประพฤติ ดูมีวัยวุฒิ มีเหตุผลมากกว่าเธอเลย สะใจดีมั้ยล่ะ! ดังนั้นในตอนท้ายเด็กชายแห่งความบริสุทธิ์ไรเดียงสาจึงรับหน้าที่เป็นเหยื่อและต้นเหตุของโศกนาฏกรรมเพื่อความกระทบใจขั้นสูงสุดของเรื่อง
 
นอกจากคนเป็นแล้ว ครอบครัวผีข้างบ้านก็ยังแสดงการจัดวางผู้หญิงแบบที่โครตจะคลาสสิกอีกครั้ง ตั้งแต่ก่อนที่จะตาย เมียในบ้านนั้นก็เป็นเมี๊ยเมีย ทำงานหนัก อยู่กับบ้าน เป็นฝ่ายถูกกระทำ(passive) ไม่มีปากมีเสียง เงียบตั้งแต่ก่อนตายยังหลังตาย แถมผู้หญิงอีกคนคือยาย ที่ชัดเจนมากๆคือเธอมาอยู่ในครอบครัวสมัยใหม่ ดังนั้นจึงเป็นเสมือนส่วนเกินของบ้าน เธอจึงถูกนำเสนอให้ไม่มีอะไร(คือไม่มีฟังชั่นในครอบครัว)เลยนอกจากเป็นตัวประหลาดที่นั่งอยู่บนรถเข็น สั่งกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งไปวันๆ ในตอนท้ายที่พระเอกเราเข้าไปในบ้านยังมีลำดับชั้นของผีที่ออกมาหลอกหลอนเลยเห็นมั้ยครับ ขนาดตายไปแล้วเป็นผี ตัวพ่อ(ผู้ชาย)ของบ้านยังออกมาเป็นตัวสุดท้าย เป็นบอส มีสภาพดูได้ที่สุด ทรงอำนาจที่สุด (ส่วนมะขิ่นนั่นผมไม่นับนะครับเพราะมาจากข่าว)
 
ดังนั้นเราจะเห็นว่าผู้หญิงในเรื่องถูกจัดวางไว้ตามมายาคติเป๊ะๆ เป็นผู้ตาม เป็นผู้ถูกกระทำ ไร้เหตุผล ตกเป็นทาสของอารมณ์ ส่วนฝ่ายชายนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เต็มไปด้วยเหตุผล เป็นผู้นำ เป็นฝ่ายกระทำ(active) แต่ที่น่าสนใจคือหนังได้ถ่ายทอดมายาคติของผู้ชายออกมาอย่างครบถ้วนจนทำให้เราเห็นว่า"ความเป็นชาย"นี่แหละที่เป็นปัญหาของเรื่อง นั่นก็คือ "ความรุนแรง"และ"ความหุนหันพลันแล่น" ซึ่งลักษณะสองข้อนี้เป็นคุณสมบัติของผู้ชายที่ไม่ดีและตัวละครพ่อทั้งสองบ้านก็ยึดถือไว้และนำพาไปสู่ความวิบัติอย่างพร้อมเพรียง
 
ประเด็นตรงนี้คือทำให้หนังอ่อนตัวลงในฐานะความเป็นดราม่าครับ เพราะตัวละครพ่อมีจุดบอดที่ชัดเจนจนเกินไปทั้งสองตัว โดยจุดบอดนั้นก็คือมายาคติและความล้มเหลวในฐานะหัวหน้าครอบครัวของผู้ชายเอง เราจะเห็นว่าจริงๆแล้วพ่อทั้งหลายของเรื่องได้แสดงบทบาทในฐานะผู้นำของครอบครัวอย่างเต็มตัวแล้วแต่ก็ล้มเหลว(ทั้งสองบ้าน) คือมีฐานะที่เป็นผู้กระทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ตัดสินใจตามอุดมคติแบบครอบครัวสมัยใหม่ แต่ในที่สุดกลับพาครอบครัวไปไม่รอดและร้ายไปกว่านั้นคือ"ความรุนแรง"ที่เป็นสัญญะของผู้ชายได้ถูกใช้ออกพร้อม"ความหุนหันพลันแล่น"จนเกิดปัญหาและท้ายที่สุดคือโศกนาฏกรรมหมู่ของครอบครัว

อัตวินิวิบาตกรรมที่ไร้ความหมายกับการถ่ายโอนอำนาจกลับสู่มาตาธิปไตย
 
ดังนั้นเราอาจกล่าวไ้ด้ว่า ความพยายามที่ธีร์จะเดินตามรอยอุดมคติของตนเอง(จริงๆคือของปิตาธิปไตย)นั้น จริงๆแล้วตัวธีร์และอุดมการณ์เองนั่นแหละที่กลายเป็นปัญหาหลักของเรื่อง อาจจะนับตั้งแต่การท้องอย่างไม่ตั้งใจ การไม่พิจารณาศักยภาพและสถานภาพของตนเองตามความเป็นจริงแต่กลับล่องลอยอยู่บนภาพฝันที่เลื่อนลอย ไปจนถึงการตัดสินใจโยกย้ายอย่างไม่รอบครอบและขาดความพร้อมจนนำมาซึ่งปัญหาหนี้สินที่นำไปสู่ภาวะจนตรอกในที่สุด สุดท้ายแล้ว ความตายของธีร์อาจเป็นทางออกเดียวที่จะจบปัญหาต่างๆที่ต่างก็เกิดขึ้นจากตนเอง และความตายนั้นก็ไม่ได้สวยหรูหรือเต็มภาคภูมิแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วมันเกิดจากความหุนหันพลันแล่นของเขาเองที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น (ตรงนี้ถ้าสังเกตจะพบว่าตัวธีร์เองเป็นคนที่ขาดความยั้งคิดอย่างมาก มีแนวโน้มที่จะใช้กำลัง เช่นฉากที่ลากลูกไปยังบ้านฝรั่ง หรือฉากที่จิตใต้สำนึกของเขายิงแนนภรรยาของตัวเอง) จนจบเรื่องที่เขาตัดสินใจจบปัญหาทุกอย่างที่ต้นเหตุ
 
ฉากจบของเรื่องจึงคล้ายกับการพ้นจากความพยายามของพ่อ โดยฉากในรถนั้นเต็มไปด้วยความหวังและแสงสว่างของอนาคตที่สว่างไสว โดยมีแม่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว โดยดูท่าว่าจะไม่ประสบปัญหาเช่นที่ผ่านมา(ที่เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและไม่รอบคอบของธีร์) ทั้งหมดนี้คือจุดจบที่ไม่สวยหรูของความพยายามในการประกาศอิสรภาพตามแนวคิดปิตาธิปไตยของพ่อจากอำนาจของแม่ยาย และความล้มเหลวนั้นย่อมแลกด้วยชีวิตของธีร์เอง
 
 

edit @ 8 May 2011 16:29:35 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 8 May 2011 16:30:38 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 8 May 2011 18:20:48 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 9 May 2011 10:34:55 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

อ่านจนจบ ทั้งที่ยังไม่ได้ดูหนัง ซึ่งคงไม่ดู เพราะกลัวผีsad smile
เขียนดี อ่านเพลินมากเลยค่ะ

#4 By olive on 2011-05-08 21:06

งั้นยังไม่อ่านน้า ยังไม่ได้ดู sad smile

#3 By keaaaa on 2011-05-08 19:12

อ่านมาหลายๆวิจารณ์
รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ถ้าจะตีความมันจะลึกมากเลย
แต่เราดูสนุกๆ เอาความตุ้งแช่ของผี
เนื้อเรื่องก้ดราม่า พอมีเหตุผล ก้เลยรู้สึกว่าสนุก

เป็นคนดูหนังแล้วชอบง่าย
เรื่องนี้นี่รักเลย เป็นหนังดีเรื่องนึงเลยหละ

Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By kekhuay on 2011-05-08 17:15

ไปดูมาแล้วค่ะ เป็นหนังผีที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ^^

ดูแล้วก็หลอนดีแต่ก็ให้แง่คิดในหลายๆมุมเลยHot! Hot!

#1 By 'KawPun' on 2011-05-08 16:20