เวลา เวลา ใครๆก็ต้องโดนอีเวลานี่มันไล่บี้อยู่ทุกวัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วเวลามันคืออะไรกันแน่ยังไม่ค่อยแน่ใจ แต่ที่แน่ๆคำขวัญที่เราทุกคนได้รับการสั่งสอนมาคือ"เวลานั้นมีค่า"และ"เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน" จริงๆแล้วผมว่าแนวคิดตรงนี้ประเด็นไม่น่าอยู่ที่ตัวเวลาโดดๆ แต่น่าจะอยู่ที่การเทียบชีวิตที่่เป็นเส้นตรงของเราเข้ากับเวลาด้วยมุมมองแบบเศรษฐศาสตร์ มองเวลาเป็นต้นทุนที่ทุกคนมีีเท่ากัน แต่บริหารได้ต่างกัน เวลาก็เหมือนกับเงินทอง...อย่างที่เค้าว่าล่ะนะ การใช้เวลาเลยดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่"ต้องสร้างสรรค์" "เป็นประโยชน์"และ"ต้องคุ้มค่า"ด้วยอีกโสดหนึ่ง
 
ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เราจะได้ยินเด็กน้อยที่ออกสื่อหรือเป็นเด็กประเภท"ดีเด่น"ที่ทำอะไรต่างๆเป็นต้นว่าเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมต่างๆในเวลาว่างโดยมักให้เหตุผลด้วยดวงตาใสซื่อว่า "เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์"เป็นประโยคที่ครีเช่และปรากฏบ่อยโคดๆเวลาปิดเทอม ซึ่งเอาจริงๆนะ ไอ้ความคิดพวกนั้นมันก็ผู้ใหญ่นั่นแหละจับยัดใส่ปากให้เด็กพูด ผมว่าไอ้คำว่าใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เนี่ย น่าเบื่อสุดๆไปเลย บางทีจะทำอะไรที่มันไม่มีประโยชน์มั่งไม่ได้หรอ แล้วไอ้ประโยชน์ที่ว่ามันอะไร ต่อใคร ตัวเอง มนุษยชาติ โลกใบนี้ จักรวาล ดาวอังคารหรืออะไร ผมเคยสงสัยนะว่าเออ มันจะอะไรนักหนานะกับเวลา กับอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่มีตัวตนแต่โครตจะส่งผลกับชีีวิตเราสุดๆ อายุอีกอย่างที่ไปพร้อมกับเวลา อายุเท่านี้ทำไมยังไม่ทำอย่างนั้น
 
จริงๆไอ้เวลาที่มันมาผูกมัดเราเนี่ยมันก็เกิดจากฟังชั่นการผลิตตามแนวคิดแบบทุนนิยมที่มันจะมา"ใช้งาน"เราให้คุ้มค่าที่สุดนั่นแหละ อายุเท่านี้กำลังอยู่สภาพสมบูรณ์ที่จะอยู่ในสายพานแห่งการผลิต พอแก่หน่อยก็ต้องปลดประจำการณ์ คนเราก็มีอายุการใช้งานดังนั้ต้องใช้ให้คุ้มค่า
 
นอกเรื่องอีกแล้ว กลับมาโดยสรุปว่าในเมื่อเราต้องใช้เวลาให้คุ๊มค่าสุดๆแล้วเนี่ยผมเคยนั่งคิดว่าวันๆนึงเราใช้เวลาไปกับอะไรบ้างนอกจากทำงานกับนอน สิ่งที่ผมมักจะชี้นิ้วต่อว่ามันเสมอคือ"เวลาในการเดินทาง" ซึ่งเป็นปัญหาที่คนกรุงเทพส่วนใหญ่เผชิญจนชาชินไปแล้ว ผมคิดว่าคนกรุงเทพส่วนใหญ่คงใ้ช้เวลาบนถนนไปไม่้้น้อยกว่าชั่วโมงนึงต่อวันอย่างแน่นอน จริงมั้ยครับ ขนาดผมนะตอนเรียน มหาลัยอยู่ไกลจากบ้านประมาณ10กิโลเมตรยังต้องใช้เวลาในการเดินทางอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเลย อย่าให้พูดถึงช่วยพีคสุดๆบางครั้งยาวไปจนถึงสองชั่วโมง
 
แต่วัฒนธรรมนึงที่ผมอยากจะรณรงค์ต่อจากการเดินชิดขวาที่ผมเคยเขียนไว้ที่ตอนนี้กำลังเฟื่องฟู(ความเฟื่องฟูไม่เกี่ยวกับข้อเขียนของผมแต่อย่างใด)ซึ่งโยงกับวัฒนธรรมการอ่านที่ำรัฐพยายามจะผลักดันมากว่าห้าปีแล้ว(แต่ยังไม่สำเร็จ)คือการ"อ่านบนรถ"
 
วัฒนธรรมอย่างนึงของฝรั่งที่น่าสนใจและน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างคือการใช้เวลาว่างบนรถโดยสารไปกับการอ่านหนังสือ ทั้งๆที่บ้านเขามีระบบคมนาคมที่ดี ส่วนใหญ่การเดินทางจะใช้ระบบรางที่ไม่ติดแหง่กเป็นชั่วโมงๆเหมือนบ้านเราหรือไม่ก็ระบบล้อ(พวกรถเมล์)ที่มีเวลาค่อนข้างเที่ยงตรง แต่ภาพที่มักจะปรากฏไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในสื่อต่างๆคือฝรั่งที่ควักหนังสือออกมานั่งอ่าน
 
วันนี้ผมกลับจากงานหนังสือนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลองมองไปรอบๆรถพบว่าไม่มีใครเลยที่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ทั้งๆที่วัฒนธรรมการอ่านนี่เป็นวัฒนธรรมของชนชั้นกลาง แล้วรถไฟฟ้านี่ก็เป็นพื้นที่สำคัญของชนชั้นกลาง แล้วคนจำนวนมากก็เพิ่งกลับมาจากงานหนังสือโดยโดยสารรถไฟฟ้านั้น แต่กลับไม่มีหนังสือซักเล่มโผล่ในโบกี้เลย จริงๆผมเองขึ้นรถไฟฟ้าก็ไม่ค่อยอ่านนะ(ส่วนนึงเพราะคิดว่านั่งไม่นาน) วันนี้นึกขึ้นได้เลยทดลองหยิบหนังสือที่เพิ่งซื้อมามาอ่านมั่ง สรุปใช้เวลาบนรถประมาณครึ่งชั่วโมงพบว่าอ่านหนังสือไปได้ตั้ง30หน้าแน่ะ ผมเลยคิดว่าวิสัยแบบฝรั่งที่อ่านหนังสือบนรถเนี่ยมันก็ดีนะ ไม่งั๊นก็หายใจทิ้งไปเฉยๆเลย มองโน่นมองนี่ อ่านหนังสือนี่ก็เพลิินๆดีไม่รู้สึกว่านานแต่อย่างใด ลองคิดดูว่าเช้าครึ่งชั่วโมง เย็นครึ่งชั่วโมง ตีซะได้ครึ่งชั่วโมงยี่สิบหน้า วันนึงอ่านได้สี่สิบหน้า อาทิตย์นึงไปทำงาน/เรียนห้าวัน รวมแล้วได้ตั้ง200หน้าอย่างน้อย นี่ได้หนังสือเกือบเล่มเลยนะครับ ขนาดผมคิดจากการเดินทางแบบชิวๆนะ ถ้านั่งพวกรถตู้หรือรถเมล์ บางทีอยู่บนรถเป็นชั่วโมงๆ เดือนนึงคงอ่านหนังสือจบไปได้้เพิ่มอีกหลายเล่มเลยล่ะ
 
 
สรุปสั้นๆว่าแม้ว่าวัฒนธรรมการอ่านจะเป็นวัฒนธรรมนำเข้า(เมื่อก่อนเราไม่อ่าน เราฟัง ดูจากงานวรรณกรรมได้ว่าจะเน้นการเอาไปขับ ไปสวด ไม่ได้แต่งไว้อ่าน) แต่ไหนๆก็ต้องแหง่กอยู่บนรถตั้งนาน ผมว่าการอ่านก็เป็นทางเลือกที่ดี ถึงยังไงคงไม่มีการเรียนรู้อะไร(เรียนรู้นี่หมายรวมถึงเรียนรู้โลก-ชีวิต-อะไรก็ได้)ที่พกพาสะดวกและมีราคาถูกไปมากกว่าหนังสือแล้วล่ะ ดังนั้นมาใช้"เวลา"ให้"คุ้มค่า"ด้วยการอ่านหนังสือระหว่างการเดินทางกันเถอะครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วปวดตาค่ะ

เสียสายตาด้วย

วรรณไม่ทราบว่ารถไฟฟ้าจะทำให้ปวดตาได้เหมือนนั่งรถยนตร์หรือเปล่า

รถตู้กับรถเมล์ด้วย

แต่ปัจจุบันไปโรงเรียนหรือไปไหนด้วยรถยนตร์ตลอด

รถก็วิ่งตลอดเหมือนกัน

รถราไม่ค่อยเยอะนะสุพรรณ ไปได้คล่องค่ะ

ยิ่งสมัยก่อนเดินทางประมาณ 27 กิโลจากบ้านเก่ามาโรงเรียน เวลาราวสามสิบนาที (รถวิ่งตลอด แทบไม่มีจอดเลย มีบ้างตอนสี่แยก)

ปวดตามากค่ะ เวียนหัว จะอ้วกด้วย

#9 By •.★*Rainbow ❤ Rozen*★.• on 2011-10-01 23:13

"เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์" << cliche จริงๆค่ะ เห็นด้วย

จะว่าไปเราขึ้นรถไฟฟ้าก็ไม่ค่อยอ่านเหมือนกันค่ะ เพราะรู้สึกว่าอ่านได้ไม่นาน :s แต่ก็มีบ้างบางครั้ง

ชวนให้คิดถึงสมัยก่อนเวลาไปโรงเรียนแล้วพ่อ-แม่ไปส่ง เรานั่งอ่านในรถไปได้ตั้งเยอะแน่ะค่ะ (แต่อันนั้นเดินทางยาวกว่า+มันเงียบ ^-^" )

เหมือน entry นี้เตือนสติ วันหลังถ้าขึ้นรถไฟฟ้าจะพยายามอ่านมากขึ้นดีกว่า ;)

Hot!

#8 By Daiong [ไดอง] on 2011-05-08 16:04

ผมก็อ่านบนรถครับ

แต่เวลาไปต่างถิ่น ที่ไม่เคยไป ผมจะไม่เอาหนังสือไปนะ เพราะอยากจะซึมซับมันให้เต็มที่

ตอนเด็ก ๆ ผมเคยอ่านหนังสือตอนอาจารย์สอน (หรือที่เรียกว่าอ่านหนังสือให้ฟัง) ด้วยซ้ำไป sad smile

อ่านหนังสือกันเถอะ !!

#6 By keaaaa on 2011-04-12 16:20

อ่านหนังสือบนรถนี่
รถไฟฟ้ากับรถเมล์นี่ขอบาย
เพราะรถไฟฟ้านั่งแปปเดียว ส่วนรถเมล์ก้เขย่าเกิน

ทุกวันนี้นั่งรถเมล์บ่อยๆ
ก็เลยทำให้นิสัยอ่านหนังสือบนรถหายไป

Hot! Hot! Hot!

#5 By kekhuay on 2011-04-09 15:02

เป็นความคิดที่ดีครับ
แต่จริงๆ แล้วผมเองก็อ่านหนังสือเวลาที่อยู่บนรถใต้ดิน
อยากให้คนไทยอ่านหนังสือกันระหว่างเดินทางเหมือนกันครับ

#4 By - Loin - on 2011-04-02 10:19

เรื่องโฆษณาผมว่าก็น่าคิดนะครับ เพราะค่ารถก็เท่าเดิม เปิดโฆษณากรอกหูทั้งๆที่เราก็จ่ายค่ารถ เป็นป้ายยังพอทนนะฮะนี่ล่อเป็นเสียงวนไปวนมา หลอกหลอนมาก

เรื่องอ่านบนรถนี่ผมลืมคิดไปว่าคนส่วนใหญ่(นะผมคิดว่า)จะอ่านหนังสือไม่ค่อยได้เพราะเวียนหัว

open-mounthed smile open-mounthed smile
ผมอยากอ่านเมื่อมีเวลาว่าง แต่ส่วนมากคนเราจะใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตเสียมากกว่าแล้ว
ผมอยากอ่านระหว่างการเดินทางเหมือนกัน บนรถมันมึนเกินจะอ่านได้ บนรถไฟฟ้ามันไม่นานพอจะหยิบขึ้นมาอ่านได้สาระ

#2 By juthas on 2011-04-01 20:24

เมื่อก่อนผมอ่านหนังสือในรถใต้ดินเสมอ
แต่หลังๆ นี้ โฆษณาในโทรทัศน์ในรถใต้ดินส่งเสียงดัง
ส่งเสียงดังมากจนลอดเข้าหูฟัง
ผมเลยอ่านไม่ได้จริงๆ ครับ
เป็นนิสัยที่เสียไปอย่างน่าเสียดาย