ไม่นานมานี้หลายคนที่เป็นแฟนหนึ่งในสามของเวปชื่อดังของไทยอันได้แก่พันทิป บอร์ดปาล์ม และดราม่า คงได้ผ่านหูผ่านตาความขัดแย้งข้ามเผ่าพันธุ์กันไม่มากก็น้อย
 
 
ซึ่งสำหรับผมความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของความขัดแย้งแต่อยู่ที่รูปแบบของความขัดแย้งต่างหาก พูดโดยสรุปคือมันคือความขัดแย้งของสองเพศวิถี คือผู้หญิงและเกย์(ซึ่งจริงๆคือกะเทยเป็นส่วนใหญ่)
 
เป็นที่รู้กันมานานมากแล้วว่าสองบอร์ดนั้นถูกครอบครองโดยสองเพศสถานะ ห้องแป้งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง(และเกย์ หรือผู้ชายที่บอกว่าตัวเองเป็นเมโทรเซ็กช่วล) ส่วนบอร์ดปาล์มนั้นเป็นที่สถิตหลักของเกย์ทุกประเภท แน่นอนว่าทั้งสองโลกนั้นมีวัฒนธรรมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงและมีนัยเขม่นกันอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งตรงนี้แหละที่ผมเห็นว่าควรพูดถึงว่าทำไมโลกสองใบของสองเพศสภาพนี้จึงต่างกัน และเป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมถึงได้ขัดแย้งกันเองทั้งๆที่เพศสถานะทั้งสอง(คือผู้หญิงและเควีย(ในที่นี้หมายถึงกลุ่มที่มีรสนิยมหรือมีการแสดงออกทางเพศที่ต่างออกไปจากอุดมการณ์รักต่างเพศหมายรวมถึงเกย์ทุกประเภทและกะเทย))ต่างก็มาจากการเป็นชายชอบทั้งนั้น
 
กลับไปที่แนวคิดซักเล็กน้อยว่าแล้วไอ้เรื่องเพศนี่มันเป็นการเมือง(Politic)อย่างไร คือว่าอย่างนี้ครับ เราจะปฎิเสธไม่ได้หรอกว่าการที่ตัวเราเป็นเรา ปรากฏตัวอยู่ในสังคม(เรียกอย่างวิชาการว่าพื้นที่)ไม่ว่าจะซอกไหนหลืบไหนเราเองก็ต้องมีปฎิสัมพันธ์เชิงอำนาจกับสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ การแต่งกาย การพูด ท่าทาง ตัวตน อัตลักษณ์ทุกอย่างคือการต่อรองกับสังคมทั้งสิ้น เพราะมันคือการ"แสดงตัว" ของเราที่สัมพันธ์ไปตามพื้นที่หนึึ่งๆ ดังนั้นในการวิเคราะห์ในประเด็นนี้ผมจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแสดงตัวตนของทั้งสองเพศในพื้นที่ออนไลน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์และความหมายที่แฝงฝังอยู่ในคำพูดเหล่านั้น
 
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมองคือมุมมองของทั้งสองเพศที่มีต่อและกัน ในระยะแรกนั้นทางเวปพันทิปซึ่งเป็นสังคมออนไลน์ทีใหญ่ที่สุดของไทยเราคงไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของบอร์ดปาล์มซึ่งเป็นสังคมเฉพาะกลุ่่มมากๆ ข้อวิจารณ์แรกๆมักเกิดขึ้นเมื่อเหล่าชาวปาล์มมองว่าสังคมคุณภาพของพันทิปเป็นสังคมจอมปลอม สวมหน้ากากเข้าหากัน มือถือสากถือศีล และในบริบทที่เฉพาะคือ"ผู้หญิง"ที่อาจพูดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เป็นแบบฉบับ(Typical)คือผู้หญิงที่ดีงามตามครรลอง มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นแม่และเีมียอย่างแรงกล้า เป็นผู้ที่รับเอาอุดมการณ์รักต่างเพศแบบผัวเดียวเมียเดียว(Heterosexual Monogamy)ไว้เต็มตัว บางครั้งมักจะละเลยการมีอยู่ของอุดมการณ์ที่ขัดกับรักต่างเพศนั่นก็คือพวกเกย์ ซึ่งในความรู้สึกลึกๆแล้วผู้หญิงเหล่านี้มักมองว่าการแต่งงานมีครอบครัว มีลูกเป็นเป้าหมายที่สูงสุดของชีวิต แม้ว่าเพศหญิงเองก็ยังต้องไขว่คว้าหาครอบครัวในเบื้องปลายจึงจะนับว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(ส่วนอุดมการณ์หญิงมั่นนั้นคลอนแคลนมาก) และในเวลาเดียวกันนั่นเองพวกเธอจะรู้สึกว่าการไม่ได้อยู่ในกรอบรักต่างเพศแบบผัวเดียวเมียเดียวนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม(รวมการเป็นเกย์ การท้องก่อนแต่ง หญิงหลายผัว และโสเภณี ซึ่งเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ไม่ได้รับรองไว้ภายใต้สถาบันการแต่งงาน) นั่นแปลว่าองค์ประกอบสำคัญของการมีชีวิตที่เต็มของผู้หญิงก็คือผู้ชาย(แต่ในทางกลับกันกลับไม่จำเป็นเสมอไป)
 
ถ้าลองอ่านความคิดเห็นที่ปรากฏให้ดีจะพบว่านัยยะสำคัญที่ใช้ในการตอบโต้จากพันทิปนั้นล้วนยืนอยู่บนความเหนือกว่าของอุดมการณ์รักต่างเพศทั้งสิ้น ส่วนใหญ่มักแสดงความคิดเห็นไปในเชิงว่าตนเอง(ผู้หญิง)มีสถานะที่เหนือกว่าทั้งทางร่างกาย(มีความเป็นหญิงโดยเพศสภาพ)และทางจิตใจ(มีความเป็นหญิงไทยใจนิ่มนวลตามกรอบแห่งสังคม-เพศวิถี) อีกด้านหนึ่งนั้นคือมุมมืดที่ไม่ควรไปรับรู้ว่ามีอยู่จริง ดังนั้นพวกเควียจึงตั้งสมญานามให้ว่า"โลกสวย" มีชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งอุดมคติ เต็มไปด้วยคุณภาพและความงาม "ความปกติ" ซึ่งการเหยียด ตรงนี้ถือว่าล้าหลังพอประมาณ ซึ่งทั้งหมดนี้มันเป็นการแสดงออกเชิงความหมายที่มีนัยยะของอำนาจทั้งสิ้น
 
ถ้าเป็นความคิดของสมาชิกชายจะมีลักษณะที่รุนแรงกว่านั้นมาก เช่นแสดงความรังเกียจ ดูถูกหรือยกความเป็นชายที่เหนือกว่าอย่างเปิดเผย
 
ในทางวิชาการทั้งวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และมนุษยศาสตร์ต่างไม่มีการยืนยันว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศ หรือรสนิยมทางเพศต่างๆเป็นอาการหรือความผิดปกติใดๆ ในทางทฤษฎีีแม้แต่คำว่า"ปกติ"ยังไม่อาจชี้ชัดลงไปอย่างเป็นสากลได้ จูดิธบัทเลอร์กล่าวว่าการแสดงออกทางเพศก็ถือว่าเป็นการแสดงอย่างหนึ่งเท่านั้น(perform)
 
 
กลับมาที่เรื่องเชิงอำนาจ นั่นแปลว่ากลุ่มเควีย(ซึ่งจริงๆการเรียกว่าเป็นใต้ดินนั้นมีนัยของการกดกลุ่มบอร์ดเกย์ลงไปให้กลายเป็นพวกที่"ไม่ได้รับรองโดยถูกต้อง")ย่อมต้องมีการตอบโต้ด้วยการสร้างคำใหม่ๆกลับไปสู้ เมื่อแรกการถูกเรียกว่าตุ๊ด แต๋ว เก้ง กวาง ต่างก็มีนัยยะของการดูถูกทั้งสิ้น พวกเกย์จึงสร้างคำกลับไปโต้คือคำว่า"ชะนี" และในกรณีนี้คือ"ชะนีพันทิป"นั่นเอง การตอบโต้ทางภาษานั้นแสดงให้เห็นถึงการต่อรองเชิงอำนาจที่เป็นรูปธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยนอกจากคำดังกล่าวนั้น การแสดงออกทางภาษาที่รุนแรงขัดกับครรลองของสังคมก็เป็นการแสดงออกเพื่อขัดขืนต่อกรอบที่สังคมตราไว้ด้วยเช่นกัน
 
ในจุดนี้จะอธิบายง่ายขึ้นเมื่อลองคิดภาพดูว่า ทำไมพวกเควียพาเรตในประเทศต่างๆถึงต้องทำด้วยสีสันจัดจ้านหรือไม่ก็เปิดเผยเนื้อหนังกันอย่างเอิกเกริก นั่นก็เพราะมันคือการทำในสิ่งที่กรอบของสังคมห้าม(กรอบในที่นี้คือกรอบที่อุดมการณ์รักต่างเพศวางไว้) มันเป็นโอกาสที่พวกเขาจะออกมาเดินร่วมกันและประกาศถึงการมีตัวตนในสังคมที่ทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขามานานแสนนาน ประกาศว่าพวกเขาแตกต่างและมีตัวตน
 
การสร้างชุดภาษาใหม่หรือให้ความหมายกับภาษาใหม่เป็นการแสดงออกอย่างเดียวกัน อีกนัยคือการแสดงถึงอิสรภาพและเสรีภาพที่ไม่ถูกกัดขวางด้วยจารีตประเพณี(เคยมีอาจารย์กล่าวว่าพฤติกรรมการล่าคู่นอนของเกย์ก็เป็นการแสดงความขัดขืนต่ออุดมการณ์ผัวเดียวเมียเดียวด้วยซ้ำ)
 
แต่อย่างไรก็ตามผมไม่ได้ชี้้นำว่าใครถูกใครผิด รวมไปถึงประเด็นยุบๆยิบๆเช่นเรื่องความตรงไปตรงมา ภาษา ความปลอมอะไรนั้น เพียงแต่อยากจะชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเมื่อทั้งสองจุดยืนสองวัฒนธรรมเข้าปะทะกัน เราก็จะเห็นถึงการโต้กลับต่อรองกันเชิงความหมาย จากภาษา เพศ ตัวตน และพื้นที่
 
ปล ฟังดูเหมือนผมจะวิพากษ์"ผู้หญิง" แต่จริงๆผมวิพากษ์ที่"แนวคิด"มากกว่านะครับ(และวิพากษ์เป็นหลักด้วยเพราะมันเป็นกระแสหลักที่เรายังสลัดกันไม่หลุด) แล้วก็ไม่ได้เหมารวมว่าผู้หญิงทั้งหมดเป็นแบบนี้ หรือเกย์ทั้งหมดเป็นแบบนั้น เพราะในคคหก็มีผู้หญิงหลายคนมากที่ไม่ได้แสดงทัศนคติที่ว่าออกมา แต่ในทางกลับกันกะเทยหรือเกย์บางคนกลับถูกครอบงำด้วยทัศนคติอย่างที่ว่า(จนกลายเป็นดูถูกตัวเอง)มากกว่าด้วยซ้ำ

edit @ 5 Mar 2011 15:32:41 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ (อีกแล้ว)

#1 By Seam - C on 2011-03-07 18:28