สวัสดีครับ คือว่า บล็อคร้างจนหยากไย่ขึ้นจนรู้สึกผิดเลยต้องขอเขียนอะไรที่เป็นกระแสซักหน่อย
 
จริงๆไม่อยากเรียกว่ากระแสเท่าไหร่เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานและยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือเรื่องของค่านิยมความ"ขาว"ที่นอกจากจะเคยมีความขาวห้าประการ สิบประการ ขาวแบบเกาหลี(ที่ดันไปปลุกเอากระแสชาตินิยมแทน) ขาวแบบสุขภาพดีจนกระทั่งล่าสุดเกิดอาการคลั่ง"ขาวอมชมพู" ก็ุสุดแท้แต่นักโฆษณาประชาสัมพันธ์จะปั้นแต่งมาให้เราๆท่านๆได้เต้นตามจนกระทั่งของของเขาขายได้ อันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ และล่าสุดก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างท่วมท้นเมื่่อผลิตภัณฑ์หวังผลขาวยี่ห้อนึงอาจหาญรุกพื้นที่ด้วยโฆษณาอันอุกอาจ(และสิ้นคิด)จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายในพันทิปตัวนี้
 
(http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q10263211/Q10263211.html)

เป็นไงฮะ เห็นแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง ผมเชื่อว่า80%ของคนที่พบเห็นไม่ว่าคุณจะขาว ดำ เหลือง ซีด ผมทอง ผมดำ ตาฟ้าคงเกิดความรู้สึกแย่ขึ้นในจิตใจอย่างแน่นอน
 
แล้วโฆษณานานี้เขาพยายามจะทำอะไร?
เท่าที่ผมเข้าใจคือทางเจ้าของผลิตภัณฑ์ เอเยนซี่โฆษณาคงอยากจะยกระดับและผลประโยชน์ของ"ความขาว"จากเรื่องผัวๆเมียๆไปสู่"สิทธิพิเศษ"ที่เกินเลยไปกว่านั้น
 
นึกออกมั้ยครับว่าส่วนใหญ่เป้าหมายสุดท้ายของความขาวไร้ที่ติของ"ผู้หญิง"ในสื่อโฆษณาต่างๆมักจะเป็นอะไร
แต่นแต๊น
นั่นก็คือ การที่มีผู้ชายหันมามองและตกลงร่องปล่องชิ้นในที่สุดนั่นเอง!
 
ซึ่งแน่นอนครับว่ามันเป็นระดับความหมายที่ัจับผู้หญิงได้แค่ส่วนนึง(แต่เป็นส่วนไม่น้อยในสังคม) กลุ่มที่พกพาค่านิยมเรื่องคุณค่าและความหมายของตัวเองอยู่ที่การมีคู่ครอง รูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าการยืนหยัดด้วยสมองหรือความสามารถหรือความสำเร็จส่วนบุคคล
 
พูดง่ายๆก็คือลองคิดดูแล้วกันว่าทุกวันนี้ที่โลกก้าวหน้าและผู้หญิงร่วมกันประกาศอิสรภาพในตัวเองมาหลายทศวรรษ แต่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยกลับถูกมอมเมาด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับชีวิตสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบอันเป็นอุดมคติ นั่นก็คือการแต่งงาน(ที่มาพร้อมความรัก) การได้เป็นแม่และเมีย จนในที่สุดถูกจำกัดพื้นที่อยู่แค่ในบ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงผัวไปวันๆ(ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟมินิสกรี๊ดและรับไม่ได้) เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงจำนวนไม่น้อยจึงมีแค่การมีผู้ชายดีๆมาแต่งงานด้วยเป็นสำคัญโดยที่ไม่เคยตั้งคำถามว่า "นี่ฉันเกิดมาไม่เต็มเต็ง ไม่อาจครบถ้วนสมบูรณ์ได้โดยไม่มีผัว มีลูก อย่างนั้นหรือ" แต่กลับมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองให้ดึงดูดสายตาเพศตรงข้ามเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ว่า(ซึ่งตรงนี้ก็ว่าไม่ได้ เพราะแนวคิดค่านิยมดังกล่าวถูกตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาทั้งในหนังรัก ละครน้ำเน่า บทสัมภาษณ์ดาราและมิวสิควิดีโอหรือเพลงที่กรอกหูกรอกตาอยู่ทุกวี่ทุกวัน)
 
กลับมาที่เรื่องกระแส
จริงๆแล้วคอนเซ็ปสิทธิพิเศษของความงาม(Concept of beauty) เป็นเรื่องปกติมากๆในสังคมโลกและมีมาเนิ่นนานจากอดีตกาล คนที่มีรูปลักษณ์ภายนอกดีมักจะได้เปรียบและมักจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆอยู่เสมอ(จึงไม่แปลกที่ในเกือบทุกวัฒนธรรมมีนิทาน/คำสอน/คำพังเพยเกี่ยวกับความไม่สัมพัันธ์ระหว่างรูปลักษณ์ภายนอกกับจิตใจภายใน) โฆษณาตัวนี้คงเอาแนวคิดนี้มาจับชนเข้ากับสิ่งที่เราคุ้นตาคือรถเมล์ ซึ่งเอเยนซี่คงคิดว่ามันwittyซะเต็มประดา แต่ในเชิงความหมายแล้วถือว่ารับไม่ได้อย่างแรง
 
สิ่งที่สำคัญอย่างแรกคือมันคือการบุกรุกเชิงพื้นที่ การเอาข้อความจากรถเมล์(ซึ่งมีนัยยะมายาคติว่าเป็นพาหนะของชนชั้นล่าง)มาแปะไว้ในรถไฟฟ้าซึ่งชนชั้นกลางถือว่าเป็นพาหนะประจำของตนย่อมไม่ก่อให้เกิดความประทับใจของเหล่าชนชั้นกลางแน่ๆ
 
ยิ่่งไปกว่านั้น ข้อความที่เอามาแปะก็รุนแรงเกินกว่าที่ชนชั้นกลางทั้งหลายเห็นแล้วจะละเลยแล้วมองข้ามเป็นเพียงเรื่องตลกหรือเรื่องน่ารำคาญไปไม่ได้เพราะมันไปสะกิดเอาโครงข่ายความหมาย ความรู้ และความทรงจำที่ไม่ดีให้กลับมาอีกครั้ง นั่นก็คือการแบ่งแยกหรือเหยียดผิวในสหรัฐอเมริกา
 
ถึงแม้ว่าคนไทยที่เป็นชนชั้นกลาง(และโดยสารรถไฟฟ้า)จะมีจำนวนไม่มากที่มีส่วนรับรู้ความรุนแรงและความเลวร้ายของการเหยียดผิวโดยตรง แต่ผมเชื่อว่าเกือบทั้งหมดมีการตระหนักรู้ถึงปัญหาตรงนี้ไม่ว่าจะจากในห้องเรียน หรือจากสื่อต่างชาติ หนัง อะไรต่างๆทั้งหลายแหล่ หลายคนเมื่อเห็นป้ายนี้อาจถึงสะกิดภาพความทรงจำของผู้หญิงผิวดำที่่ต่อสู้เรื่องที่นั่งในรถเมล์เลยด้วยซ้ำ และแน่นอนในวินาทีที่เรารับรู้ความหมายของป้าย ความหมายอีกจำนวนนึงจากประสบการณ์ของเราจะถูดดึึงขึ้นมาพร้อมๆกัน
 
ในความเป็นจริงประชากรของเราไม่น้อยที่ผิวไม่ขาว ส่วนใหญ่จะเหลืองหรือคล้ำตามลักษณะทางชาติพันธุ์และการปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ ไอ้ข้อความสั้นๆข้อความเดียวนี่แหละที่กำลังผลักไสคนกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มให้เป็นอื่น ให้ตกอยู่ในความหมายเดียวกันกับคนผิวดำในสหรัฐในยุคนั้น(คำสั้นๆอย่างคนขาวมีนัยถึงคำตรงข้ามคือคนดำได้อย่างง่ายดาย แล้วคำว่าคนดำก็พาโครงข่ายความหมายอีเพียบมาพร้อมๆกับความรับรับรู้เสี้ยววินาทีนั้น)...คิดดูเอาว่ามันน่ารื่นรมย์ไหมที่จู่ๆก็ถูกผลักให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง อย่างน้อยๆสิ่งที่เกิดขึ้นความระคายเคืองทางอารมณ์แน่นอน ผมไม่แน่ใจว่าคนคิดโฆษณาไม่เคยมีความรู้หรือความทรงจำเลยหรือว่าการเหยียด แบ่งแยกผิวเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในสังคมโลก
 
ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้เกิดโฆษณาแบบนี้ขึ้นมาได้ เอเยนซี่ไม่มีความตระหนักถึงผลหรือความรู้สึกที่จะเกิดตามมาได้เลยหรือ เจ้าของแบรนด์ไม่ตระหนักถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์เลยหรืออย่างไร รวมไปถึงพื้นที่โฆษณาก็ปล่อยให้เกิดการโฆษณาจนรกหูรกตาได้มากถึงเพียงนี้ ผมว่าเรื่องนี้น่าคิดนะ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อย แต่การอยู่ในพื้นที่ปิด การฉายโฆษณาที่ทำให้เรารำคาญมันละเมิดสิทธิอะไรของเรารึเปล่า นั่งก็ไม่ได้นั่งฟรีซะหน่อย~
 
ปล ถึงจะมองอีกแง่ผมว่ามันก็น่าขำอยู่ดีนะ เพราะการเอาป้ายที่นั่งสำรองบนรถเมล์มาใช้ เพราะปกติแล้วการสละที่นั่งสำรองจะสละให้กับเด็ก คนท้อง และคนชรา ถ้าพูดอย่างไม่เกรงใจคือสงเคราะห์ให้กับคนกลุ่มที่ด้อยกว่าในสังคม(มีนัยที่รู้สึกว่าเหนือกว่าแล้วจึงให้ ให้ด้วยความเวทนาสงสาร) แล้วแบบนี้"คนขาว"ทั้งหลายจะยินดีที่รับการ"สงเคราะห์"ที่นั่งให้หรือ? หรือความหมายใหม่ของความขาวคือความซีด สุขภาพเสื่อม จะเป็นลม?
 
ปล ดีใจมากๆครับ เอาปุ่มlikeมาติด กลับมาดูอีกทีมีท่านผู้อ่านจิ้มให้ตั้งหลายคน หลงคิดว่าบลอคตัวเองร้างมาตั้งนาน ไว้กลับมาอ่านอีกนะครับ ผมจะพยายามหาอะไรสนุกๆน่าสนใจมาเขียนอีก จะเขียนบ่อยๆไม่ดองครับ Cool

edit @ 22 Feb 2011 13:36:47 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 22 Feb 2011 13:39:56 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 22 Feb 2011 13:41:02 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 22 Feb 2011 13:45:54 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 22 Feb 2011 15:06:47 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 22 Feb 2011 23:21:12 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! ขอให้10ดาวเลยคะ เพราะเคยโดนมาแล้วคะ ขอเล่าให้ฟังก่อนนะคะว่า สมัยน้องปลวกเป็นกะเทยเด็ก ตัวดำมากกกกก เตี้ย ดำ ผมหงิก ก็มักจะโดนพวกเพื่อนๆล้อว่า อี่ดำ อีผมหยอง สาระพัดที่มันจะสรรหามาด่า ซึ่งเด็กอายุยังน้อยย่อมรู้สึกเสียใจ เป็นปมด้อยไปเรื่อยๆ ซึ่งใครไม่โดนไม่รู้จริงๆคะ มันเจ็บปวดเป็น10ๆปีเลยคะ จนตอนนี้ขาวไปซะแล้วเหอะๆ ดิฉันไม่เคยฉีดผิวขาวเลยคะ เน้น ครีมกันแดด(หลบแดดบ้างจะดีมาก)เพราะกันแดดสำคัญที่สุดคะ ถ้าอยากจะขาวนะคะ และบำรุงผิว(น้องปลวกเน้น BHAกับ Niacinamide และวิตตามินEแบบทาหน้าคะ) และกินวิตามินซีคะ(เพราะช่วยเรื่องสุขภาพและผิวได้ดีคะ) กว่าจะขาวได้ใช้เวลานานคะประมาณ7-8ปีเลยนะคะ กว่าจะขาว ไม่ใช่ว่าใช้แล้ว2อาทิตย์ขาวน่ะคะ ) ปล.อยากจะสวย ต้องใช้เวลาคะ ครีมมหัศจรรย์ไม่มีอยู่ในโลกหรอกคะ ปล.2คนผิวคล้ำมักจะถูกเหยียดสีผิวจริงๆคะ แม้แต่เพลงลูกทุ่งยังมีเลยคะ อย่างเพลง ฮักกันบ่ได้ดอก angry smile ผิวคล้ำแล้วผิดตรงไหนคะ??

#6 By Malina Termite on 2012-01-16 17:21

เห็นภาพแล้วอึ่งไปชั่วขณะเหมือนกันครับ ซึ่งก็ดูท่าว่าจะสัมฤทธิ์ผลของเอเจนซี่

#5 By Seam - C on 2011-02-25 09:25

สาวไทยอยากขาว แต่สาวอเมริกันอยากคล้ำ จนกระทั่งมีสถานเสริมความงามสำหรับทำผิวสีแทน

คนเราก็แปลกดีนะ

#4 By นักรบ on 2011-02-23 03:43

sad smile

จะเป็นลม

ไปไกลเลยนะนั่นsad smile

Hot! Hot! Hot!

#3 By Annu on 2011-02-22 22:47

มนุษย์เราไม่พอในในสิ่งที่ตนมีHot! Hot! Hot! Hot!

#2 By •ฺBaby★Holic• on 2011-02-22 17:44

Hot! Hot! Hot!

คนเราไม่ขาวก็ดูดีได้

#1 By Alanian* on 2011-02-22 14:07