มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อวีรบุรุษพันหน้า(Hero with a Thousand Faces) โดยนักทฤษฎีชื่อJoseph Campbell ที่พูดถึงรูปแบบอันเป็นสากลของเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหมดต่างก็เกี่ยวโยงอยู่กับการเดินทางของมนุษย์ คือการเดินทางก้าวผ่านขั้นตอนต่างๆของชีวิต

                ในเมื่อแคมเบลพูดเช่นนั้น นั่นก็แปลว่าพื้นฐานการแสดงออกที่ออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆตั้งแต่นิทาน ปกรณัมหรืออะไรต่างๆ ต่างก็มีที่มามาจากการขั้นตอนการใช้ชีวิตของคนเราทั้งนั้น เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคือการเดินทาง” แคมแบลอธิบายว่าเรื่องราวการต่อสู้ของวีรบุรุษที่เหนือจริงนั้นที่แท้ก็เป็นภาพแทนของการต่อสู้ภายในจิตใจของคนเราในเวลาที่เราเผชิญหน้ากับความยากลำบากนั่นเอง โดยเฉพาะเวลาที่เราจะต้องก้าวผ่านการเปลี่ยนผ่านต่างๆในชีวิต ภาวะตึงเครียดในการรับมือและกระบวนการแก้ไขปัญหานี้มันก็เหมือนกับก้าวออกไปจากโลกปกติของเหล่าฮีโร่ทั้งหลายไปสู่ดินแดนอันแปลกประหลาด และต่อสู้กับสิ่งอันเหนือจริงและน่าสะพรึงทั้งหลายที่ทั้งหมดนั้นก็คือภาพที่เป็นรูปธรรมของความกลัว ความปรารถนาและความตึงเครียดที่แฝงเร้นอยู่ในจิตใต้สำนึกเรานี่เอง

                การที่ผมพูดถึงฮีโร่ก็เพราะคราวนี้ต้องการจะเขียนถึงภาพยนตร์ฮีโร่สายพันธุ์ไทยฉบับล่าสุดที่กลับมาปราบเหล่าร้ายอีกครั้งบนจอ และการกลับมาคราวนี้ก็ด้วยฝีมือของผู้กำกับคนโปรดที่ทำผลงานออกมาทีไรก็น่าทึ่งได้ทั้งเนื้องาน และผลตอบรับจากผู้ชมชาวไทยที่งานของพี่ท่านนั้น “เจ๊ง” ไปซะหลายเรื่อง (ทั้งๆที่ผลงานนั้นดีจนแทบไม่มีคำบรรยาย) ส่วนอินทรีแดงฉบับอนันดา เอเวอริ่งแฮม ก็คงให้คำนิยามได้ว่า เป็นอีกหนึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่ฝีมือคนไทยที่มีองค์ประกอบครบถ้วนและควรค่าแก่การไปชื่นชมครับ ต่อไปจะได้มีหนังแนวอื่นออกมานอกจากหนังผีหนังตลกอย่างที่บ่นๆกัน เพราะได้ข่าวมาว่างานนี้อินทรีแดงที่ลงทุนไปกว่าร้อยล้านนั้นโกยรายได้ไปได้น้อยจนน่าตกใจ (เห็นรำไรว่าจะขาดทุนอีกแล้ว)

                สำหรับอินทรีแดงคราวนี้คงเตรียมการมาอย่างดี ทั้งเรื่องงบ เพราะทั้งเกือบตลอดเรื่องจะพบการบริโภคสินค้าของพระเอกเพื่อความเท่ตลอดเวลา ตั้งแต่อินทรีแดงดื่มชูกำลัง การต่อสู้บนป้ายโฆษณาประกันชีวิต และแน่นอนครับที่น่าทึ่งที่สุดคืออินทรีแดงมีพาหนะคู่ใจไฮเทคเป็นมอร์เตอร์ไซต์ยี่ห้อญี่ปุ่น(ที่ซูมโลโก้ให้ดูกันจะจะ แช่แล้วแช่อีก) และอีกแง่คือบทและเรื่องราวที่ค่อนข้างจะเรียบร้อยและตรงไปตรงมาผิดกับเรื่องก่อนๆที่มีความ “แนว” จนชาวบ้านพากันออกปากว่าดูไม่รู้เรื่องจนกระทั่งมีการเดินออกจากโรงไปหลายกรณี

                จริงๆแล้วก็คงวิจารณ์อะไรเรื่องความจำเจ(Cliché)มากไม่ได้หรอกนะครับ เพราะว่าแน่นอนว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่มันก็ต้องมีองค์ประกอบพวกนั้นเป็นภาคบังคับอยู่แล้ว ภาพการปรากฏตัว ภาพตัวร้ายที่ดูทรงพลังสวมหน้ากาก ภาพองค์กรลับที่ทรงอำนาจและโคตรจะเลว การอยู่กันคนละขั้วแบบสุดๆของสองฟากฝั่งอุดมการณ์ขาวและดำ แต่ถึงยังไงก็ตามจากเรื่องก็มีประเด็นที่น่าสนใจตรงจุดนี้และผมย้อนเอาแนวคิดบนสุดมาทาบ ที่ว่าทุกคนต่างก็เดินทางแสวงหา และทุกคนต่างก็เป็นฮีโร่ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งในเรื่องอินทรีแดงถ้าเราจัดความสัมพันธ์ ความเชื่อและอุดมการณ์ทั้งสี่ในเรื่องอินทรีแดง เราก็จะพบว่าที่แท้ในเรื่องอาจไม่มีตัวร้ายจริงๆก็ได้ มันคือการยืนอยู่คนละจุดยืนของตนเอง ต่างฝ่ายต่างมีมุมมองและแนวทางการแสวงหาที่เฉพาะตัว ดังเช่นในประโยคเปิดเรื่องที่มีการอ้างคำพูดเกี่ยวกับความเป็นฮีโร่ในตัวเองและความเป็นปัจเจกชน ดังนั้นในอินทรีแดงอาจแสดงถึงการปะทะกันของอุดมการณ์ต่างขั้วก็เป็นได้

                คู่ตรงข้ามที่ชัดเจนและเป็นคู่หลักของเรื่องคืออินทรีแดงและผู้กองชาติ(วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล) ที่เกือบทั้งเรื่องเป็นการไล่ล่ากันของสองอุดมการณ์ที่ต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกัน เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นพวกนอกกฎหมาย และอีกฝ่ายเป็นผู้ที่ยึดมั่นในกฎหมาย ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ แล้วความถูกต้องของฝ่ายไหนเล่าที่ถูกต้อง อินทรีแดงทำถูกต้องหรือไม่ในการเข่นฆ่าเหล่าคนชั่ว และไอ้อุดมการณ์ในการปราบปรามคนเลวไม่ใช่หรือที่เป็นภาระหน้าที่หลักของตำรวจอย่างผู้กองชาติ การปะทะกันทางความคิดนี้ปรากฏอยู่ตลอดเรื่องแม้จะภายในกรมตำรวจเอง(คงเป็นเช่นนี้ที่ในเรื่องให้ชื่อของนายตำรวจระดับสารวัตรที่แสดงความชื่นชมในการกระทำของอินทรีแดงอยู่เนืองๆว่า มนตรี เสรีกุล ชื่อเดียวกับสหายที่เป็นตำรวจจากต้นฉบับ) ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ต่างก็แสวงหาซึ่งสิ่งอันสูงสุดคือความสงบสุขเหมือนกัน

                อีกคู่หนึ่งที่สมควรอภิปรายมากหน่อยนั่นก็คือคู่ของนางเอกที่ชื่อวาสนา(ญารินดา บุนนาค) และนายกรัฐมนตรี(พรวุฒิ สารสิน) ส่วนตัวผมมองว่าตรงนี้ผู้กำกับคงพยายามทำให้เรื่องมันมีความสุดโต่งไปสุดๆ ไม่ต้องมีความคลุมเครืออะไรอีกต่อไป ดำคือดำ ขาวคือขาว ดังนั้นนางเอกจึงเป็นภาพตัวแทนของประชาชนตาดำๆที่พยายามต่อสู้ดิ้นรนกับการใช้อำนาจของรัฐ และแน่นอน เรื่องราวก็พัฒนาการไปตามคาดเมื่อรัฐตัดสินใจใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านผู้ไม่เดียงสาเหล่านั้น

                หากมองอีกแง่ว่าจริงๆแล้วทั้งสองต่างก็มองไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน แต่มองละคนจุด วาสนาในมีจุดยืนในฐานะนักต่อสู้เพื่อประชาชนก็ย่อมมองจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน มองจากส่วนย่อยที่ต้องมาก่อน ส่วนอดีตคู่มั่นในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีความรับผิดชอบคือการนำพามาซึ่งความเจริญรุดหน้าโดยภาพรวมของประเทศก็มีความจำเป็นต้องมองจากบนลงล่าง ดังนั้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เป็นประเด็นของความขัดแย้งระหว่างประชาชนและรัฐอาจมองได้สองแง่ สองจุดยืน

                อีกประเด็นที่ผมมองว่าค่อนข้างน่าสนใจมากคือการพูดถึงกลุ่มสมาคมลับที่รวมตัวกันโดยมีพฤติกรรมในการชักใยสิ่งต่างๆอยู่เบื้องหลัง ในเรื่องถูกให้ภาพเป็นกลุ่มของผู้ร้ายที่ดูทรงอำนาจและทรงอิทธิพลต่อประเทศอย่างยิ่งยวด สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าองค์กรนี้ถูกแทนนั้นอาจมีความจงใจเชิงชนชั้น สังเกตได้จากชื่อขององค์กร “มาตุลี”

                มาตุลีเป็นชื่อสารถีของพระอินทร์แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งในคติความเชื่อดั้งเดิมของไทยนั้น คำว่ากรุงเทพที่แปลว่าเมืองของเหล่าเทวดานั้นก็มีนัยถึงสวรรค์ชั้นนี้นั่นแหละ ผมเลยเกิดความคิดขึ้นว่า หรือแท้จริงแล้วองค์กรสกปรกในอินทรีแดง2010นี่จะมีนัยประหวัดถึง “ความเป็นรัฐ” ในฐานะมือไม้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐกันแน่หนอ เพราะมาตุลีเป็นตัวละครที่พระอินทร์มักใช้ให้ไปทำนู่นทำนี่แทน ส่วนในอินทรีแดงองค์กรมาตุลีดูจะเกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกอยู่มาก รวมทั้งภาพลักษณ์ที่ถูกนำเสนอก็ดูคล้ายจะเป็นการสมาคมของเหล่าชนชั้นนำ (Aristocrat) ที่กำลังวางแผนชักใยความเป็นไปของประเทศ หรือถ้าจะพูดตามการเปรียบเทียบคือสารถี พวกเขาอาจกำลัง “ขับเคลื่อน” รัฐอยู่ก็เป็นได้

                ดังนั้นองค์กรมาตุลีอาจเป็นภาพตัวแทนที่สุดโต่งของเหล่าชนชั้นนำในสังคมที่ถูกพลิกให้มีความดำสนิทยิ่งขึ้น สกปรกขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อขับเน้นความขาวบริสุทธิ์ของประชาชนทั้งหลายให้ดูเจิดจ้าในขณะที่ถูกความมืดมิดนั้นโถมทับ ซึ่งทั้งหมดนี้สำหรับผมแล้วออกจะน่าเบื่อไปซักเล็กน้อยสำหรับการพยายามสร้างความขาวและดำที่จัดกันอย่าเป็นอุดมคติ ถ้าเป็นในทางกลับกันเหมือนกับกรณีอินทรีแดงและตำรวจ หากองค์กรลับนี้ที่แท้คือชนชั้นนำที่มีจุดมุ่งหมายคือการขับนำประเทศให้ไปสู่เป้าหมายโดยใช้คติในการปกครองเช่นการเสียส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่ การเสียสละ เป็นต้น ถ้ามองในเชิงความถูกต้องแล้ว การก้าวเข้าสู่ชัยชนะบางอย่างก็มีความจำเป็นต้องสูญเสียอะไรบางอย่างหรืออาจหมายถึงการข้องแวะกับเรื่องเลวๆเป็นต้น

                เพื่อความชัดเจนในโครงสร้างและกลไกดังกล่าวเราอาจเอาทั้งหมดไปใส่ในสี่เหลี่ยมสัญศาสตร์ของเกรมาสที่จะช่วยให้เรามองเห็นคู่ความหมายได้ดังนี้

ผังมหัศจรรย์

 

                จากสี่เหลี่ยมมหัศจรรย์เราจะเห็นได้ว่าผมได้ตัดคำว่าถูก ผิด ดี ชั่ว ออกไปก็จะพบว่าทั้งหมดก็สามารถอยู่ด้วยกันได้บนระนาบที่ผมวางเอาไว้ในสี่เหลี่ยมนี้ เราจะเห็นได้ว่าอินทรีแดงและหมวดชาติต่างอยู่คนละข้างของเส้นขนานของความถูกต้องที่มี “กฎหมาย” เป็นตัวกั้น ส่วนคู่ของวาสนาและอดีตคู่มั่นก็มี “การปกครอง” เป็นเส้นแบ่งความถูกต้องเช่นกัน ส่วนเส้นเฉียงนั้นแสดงการขัดแย้งกันของทั้งสองคู่อันเป็นเหตุให้ต้องเข้าปะทะคะคานกัน ซึ่งถ้าเรามองเรื่องจากโครงสร้างนี้ก็จะทำให้เห็นถึงการช่วงชิงความหมายของ “ความถูกต้อง” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

                 อย่างไรก็ตาม การที่อินทรีแดงฉบับคุณวิศิษฎ์นำเสนอออกมาชนิดที่ตรงไปตรงมานั่นก็คือทำให้องค์กรมาตุลีมีแต่ความโสมมก็คงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวละครฝ่ายดีในการกำจัดถอนรากถอนโคนให้สิ้นพันธุ์ไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีความเหมาะสมดีสำหรับภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นความสะใจในเชิงแอคชั่นเป็นหลักที่ตัวเนื้อเรื่องจะต้องเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป และไปให้น้ำหนักกับภาพและเสียงที่น่าตื่นตาตื่นใจแทน

                โดยรวมความโดดเด่นของอินทรีแดงอยู่ที่องค์ประกอบที่เร้าใจผู้ชมตามแนวทางของหนังซูเปอร์ฮีโร่แอคชั่นที่ดี(มากๆ) เพราะงานสร้าง ดีไซน์ ภาพ เสียง เอ็ฟเฟ็คสามารถมอบความมันสะใจให้กับท่านผู้ชมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพึ่งฮอลลีวูต และทั้งหมดนี้คงต้องยกประโยชน์ให้กับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับที่ทำออกมาได้ไม่เสียชื่อจริงๆ

 

ปล. ตอนเข้าไปในโรงผมเพิ่งทราบว่าภาพยนตร์ถูกจัดเรตสำหรับอายุ18ปีขึ้นไป(เพราะไปดูคนเดียวและอายุเกินสิบแปดมาหลายปีแล้วเลยไม่ได้สนใจเรื่องเรตติ้งเท่าใด) แปลกใจเล็กๆว่าเรต18เลยหรือ และเมื่อดูๆไปก็เข้าใจ(อินทรีแดงปราบเหล่าร้ายได้เข้มข้นถึงใจมากๆครับ) พอเดินออกมาพบว่ามีผู้ปกครองจูงลูกเล็กไปดูกันเพียบ! เรตหนังไม่ได้จัดกันขำๆนะขรับคุณพ่อคุณแม่ เรื่องภาพที่มันรุนแรงมันมีผลขนาดกับผู้ใหญ่อย่างเราๆมันยังฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกจนบางครั้งระบายออกมาในรูปของฝันร้ายเลย แล้วเด็กเล่าจะฝังลึกขนาดไหน

 

 

 
   

edit @ 31 Oct 2010 23:12:59 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

เกิดเรื่องอะไรขึ้นละเนี่ย

#7 By ก. วันทะมาศ on 2010-12-26 13:10

น่าใจหายกับรายได้เหมือนกันนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าภาคต่อจะมีไหมด้วย เพราะส่วนตัวผมเชื่อว่าภาคต่อน่าจะใส่ประเด็นอะไรให้คิดได้มากกว่านี้

ส่วนตัวผมรู้สึกกลางๆกับเรื่องนี้ครับ แต่ชอบแผนภาพที่แสดงไว้มาก

#6 By Seam - C on 2010-11-04 18:20

ตอนนี้ผมกำลังสงสัยเรื่อง ศาสนาซิกซ์ มั่วหรือตั้งใจให้หลดจริงๆ เพื่อให้มีพิรุษ

#5 By dong=ดอง,โด่ง on 2010-10-31 23:43

ย้งไม่มีเวลาไปดูเลยครับ
คงต้องหาเวลาไปดูซะแล้ว หรืออาจจะออกก่อนผมมีเวลาก็ได้ 555
คาดว่าน่าจะทำคล้ายๆ Dark Knight หรือเปล่าครับประเด็น Hero นอกกฎหมาย

#4 By juthas on 2010-10-31 23:36

อ้อ รายได้ผมก็ได้ยินมาว่าประมาณนั้นเหมือนกันครับ และสังเกตจากทวี๊ต คาดว่าภาคสองคงแท้งค์ไปเรียบร้อย
โฆษณาแฝง ผมว่าไม่ค่อยแฝงเท่าไหร่แล้วครับฮ่าๆๆ อีกนัยหนึ่งอาจจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้นะครับ แบบว่าติส เอาซะเลย จัดหนักๆ!
Hot! Hot!
ผมยิ่งดู ยิ่งเบื่อโฆษณาแฝงแต่ชอบแอบแฝงเรื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างแนบเนียนจนหลายคนคิดว่ามันแค่จินตนาการของผู้กำกับ ทั้งที่มันมีโครงการจะสร้างจริงๆ

ฉากที่นักวิชาการออกมาพูดตอนแรกคงทำให้หลายคนจุกเหมือนกัน สรุปชอบครับ

(เห็นมีคนบอกว่ารายได้ 12ล้าน)

#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2010-10-31 23:27