วันนี้จะมาวางปฎิญญาใหม่ ว่าด้วยโปรเจคที่คิดขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์หลายๆด้านนั่นก็คือ

แท่มแท๊ม

That's all folks project นี่เอง

แปะแปะแปะ

แนวคิดง่ายๆก็คิดผมนั้นเวลาไปไหนก็คิดนู่นคิดนี่อยู่เวลาเห็นนั่นเห็นนี่เลยคิดว่าอย่ากระนั้นเลยเราเอามาเขียนบันทึกความคิดแบบสั้นๆ ไม่ต้องมีสาระมากมายว่าด้วยเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปตามเรื่อง (โดยเฉพาะเวลาออกไปข้างนอกจะไปพบเจอแล้วคิดอะไรไปได้บ่อยๆ)

ขออธิบายชื่อโครงการเล็กน้อยว่าไอ้คำว่าThat's all folksเนี่ย ผมว่าหลายๆคนที่เคยดูการ์ตูนลูนี่ตูนจนจบก็คงคุ้นหน้าคุ้นตากับประโยคนี้ดี แต่คำสำคัญของผมอยู่ที่คำว่าfolksครับ

พอมาถึงตรงนี้คงต้องท้าวความให้เห็นความคลี่คลายขยายตัวของมุมมองแลเนื้อหาในบลอคของผมซักเล็กน้อยเพราะมันมีพัฒนาการที่ค่อนข้างจะเป็นลำดับมา โดยบลอคของผมเริ่มจากการเน้นการวิจารณ์ตัวบทในเชิงของวรรณกรรมศึกษา คือมองตัวบทไปในหลายๆแง่ตั้งแต่ตีความมัน มองเบื้องหลัง มองคนเขียน มองยุค มองสังคม มองภาษา โดยจะยึดอยู่ที่ตัวบท(วรรณกรรม)เป็นหลัก ดังนี้อาจบอกได้ว่านั่นเป็นGen1คือแนวLiterary StudiesหรือLiteratureโดยเฉพาะซึ่งในมุมมองนี้มันก็มีการขยายตัวในตัวมันด้วยคือจากแนวดั้งเดิม(เน้นวิเคราะห์วิจารณ์ตีความตัวบท)ไปสู่แนวสมัยใหม่เชิงโครงสร้าง(เน้นสืบค้น ชำแหละ แยกแยะที่แฝงเร้นอยู่ในตัวบท) ก็ว่าได้ก่อนที่ผมจะได้มารู้จักกับการมองวรรณกรรมในเชิง"วรรณคดีเปรียบเทียบ"

การมองวรรณกรรมแนววรรณคดีเปรียบเทียบนี้มีพัฒนาการในตัวมันเองอีกเช่นกัน นั่นก็คือเริ่มจากแบบดั้งเดิม(ซึ่งซ้อนทับกับGen1ระยะแรก)คือการเอาวรรณกรรมสองชาติสองโลกมาวางเทียบกันเพื่อบ่งชี้อะไรบางอย่าง(เช่นการหยิบยืม อิทธิพลหรือลักษณะบางประการอันเป็นสากลของมนุษย์)จนกระทั่งแนวคิดวรรณคดีเปรียบเทียบนั้นเริ่มมองวรรณกรรมด้วยมุมมองจากสาขาวิชาอื่นๆจนกลายเป็นการข้ามสาขาความรู้ไป(interdiciplinary)ซึ่งพูดง่ายๆคือพรมแดนของแต่ละสาขาวิชามันหมดไป จิตวิทยาอาจไม่ต้องใช้จับกับจิตของคนจริงๆแต่เอามาวิเคราะห์ตัวบทได้ หรืออาจมองเนื้อเรื่องบางจำพวก หรือการปรากฏของเนื้อหาที่ซ้ำๆกันด้วยมุมมองเชิงมานุษยวิทยา(คือพยายามเข้าใจมนุษย์-สังคม) และยิ่งไปกว่านั้นมุมมองแบบวรรณคดีเปรียบเีทียบนี้ก็ก้าวข้ามไปสู่ขั้นสุดท้ายคือการเป็นCultural Studies นั่นคือการขยายตัวของตัวบทที่เมื่อก่อนมองแ่ค่ตัวบทที่เป็นงานเขียนเท่านั้นในฐานะวัตถุแห่งการศึกษา แต่พอมาเป็นวัฒนธรรมศึกษาก็หันมามองว่า เฮ้ย อย่างอื่นมันก็เอามาชำแหละได้ว่ะ เราสามารถมองทะลุอื่นๆที่เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของมนุษย์ในฐานะตัวบทได้ทั้งหมดตั้งแต่การ์ตูน หนัง ซีรีย์ รายการข่าว รายการต่างๆ ละคร ข่าว MV เพลง ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆเช่นการประกวดนางงาม ปรากฏการณ์คลั่งชาติ(อื่น) ข่าวเรื่องดาราชายทำผู้หญิงท้อง การเกิดDramaต่างๆในเว็บบอร์ด หรือแม้กระทั่งการสร้างแบรนด์และอีกมากมาย

 

และสุดท้ายคือการกลับมาของFolkในที่นี้ผมหมายถึงFolklore ภาษาไทยเรียกว่าคติชนวิทยา แต่เดิมมันคือการศึกษาผลผลิตของกลุ่มชนที่มีการสืบทอดกันมาเช่นเพลง นิทาน หัตถกรรม ภูมิปัญญา ปริศนาซึ่งจริงๆนัยหนึ่งมันก็คือวัฒนธรรมนั่นแหละแต่วงมันจะค่อนข้างจำกัดหน่อย ไอ้การจำกัดนี่แหละที่ดีเพราะพอไปCultural Studies มากๆไอ้ความที่เส้นแบ่งมันลางหมดเลยรู้สึกสับสนจับไม่ไหวทั้งมานุษยวิทยา สังคมวิทยา วรรณกรรมศึกษา สัญญศาสตร์ เพศ-อัญเพศศึกษา ทฤษฎีบลาๆๆๆมากมายมหาศาล เลยหันกลับมาหยุดที่คติชนวิทยาที่ค่อนข้างมีประเด็นที่ชัดคือการจำกัดวงศึกษาไว้ด้วยคำว่าFolkและLoreอย่างหลวมๆ คือ Folkคือกลุ่่มชน การจะเป็นกลุ่มชนได้แค่มีลักษณะร่วมกัน1อย่างนับว่าโอเคเป็นแล้ว(อะไรก็ได้ เช่นการเป็นสมาชิกexteen)และมีการสร้างผลผลิตขึ้นมาร่วมกันคือLore ง่ายๆ ชัดเจน ไม่เยอะ ไม่เบลอ ผมเลยเอาคำนี้มาเล่น แค่นั้นแหละ เพราะจริงๆFolkloreที่ศึกษากันตอนนี้ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นเอ่อ กลุ่มมูเซอดำ หรือการศึกษาแบบเรื่องนิทานของกลุ่มชนในเทือกเขาตะนาวศรี แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่าModern Folkloreด้วย เพราะแน่ละ เมืองก็เป็นFolkได้ การมีเรื่องเล่าตำนานอะไรในพื้นที่เมือง(เรื่องผีที่ชัดๆ) หรือการมีพิธีกรรมร่วมกันบางอย่างนั้นก็นับว่าใช่ อย่างเสื้อแดง/เหลองมารวมตัวกัน มีความเชื่อเหมือนกันนั่นก็นับเป็นFolkและเมื่อมีFolk loreก็จะะตามมา ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ขยายไปจนถึงการศึกษาในเชิงเทคโนโลยีแล้วด้วย! ดังนั้นผมเลยคิดว่าการพูดว่าThat's all,folks ก็เหมือนทำนองว่า นั่นแหละ พวกเราล่ะ(คือเป็นเรื่องของเราๆท่านๆทั้งนั้นละ ทำนองนี้)

 

ขอประเดิมโครงการแรกเลย

เรื่องคิดอันนี้มันเกิดจากเมื่อวานก่อนผมไปดูหนังที่โรงด้วยโปรโมชั่น60บาท ด้วยความที่ไม่เตรียมตัวอะไรมาก ไปก็ไปเลยมีอะไรก็ดู ไม่มีก็กลับ(เป็นทางกลับบ้านพอดี) พอลงจากรถปุ๊บก็บึ่งไปเช็ครอบที่ป้ายข้างล่างทันที พบว่าทั้งโชคดีและโชคร้ายไปพร้อมกันคือหนังเวลามันได้พอดี เรื่องที่เราอยากดูพอดี(ไปดูซอมบี้ปากบาน) แต่ปัญหาคือ ณ ตรงนั้น เลยเวลาหนังมา5นาทีแล้ว แต่ไม่ตกใจ(Don't Panic!) เพราะโฆษณาอีกบานพะเรอ แถมชั้นโรงหนังยังอยู่ไม่ไกล เผ่นโผนไปไวไวคงทันแบบพอดีไม่ต้องรอโฆษณาด้วย

 

แต่การณ์ไม่เป็นดังคาด เพราะแผนนั้นเปรียบเสมือนการดีดลูกคิดรางแก้ว คืออุดมคติเกินไป ผมเชื่อว่าหลายคนคงประสบปัญหามาเช่นเดียวกันนี้คือภาวะที่กลุ่มคนเพื่อนฝูงยืนแผ่กลุ่มของตนเป็นอาณาบริเวณกว้าง กีีดขวางการจราจรอย่างยิ่งยวดนัก กลุ่มคนนี้จะคุยกันอย่างออกรสชาติและเคลื่อนที่ได้อย่างเชื่องช้าจนน่าประหลาดใจ

 

ในตอนนั้นเองที่ผมติดแหง่งอยู่ระหว่างบันไดเลื่อนผมก็พลันนึกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆอันได้้ยินมาจากพี่ที่ไปเีรียนที่อังกฤษกลับมา ความนี้รู้มาเมื่อสามปีที่แล้ว ยังจำได้ดี เพราะตอนกลับมาใหม่ๆพี่ก็บอกว่า "เนี่ย เวลาขึ้นบันไดเลื่อนที่โน่นนะ ต้องยืนชิดขวา ไม่มีมายืนกระจุกขวางทางแบบบ้านเราหรอก" โดยให้เหตุผลว่า"เพราะจะมีคนที่รีบไป จะได้สามารถไปได้ตามสะดวกทันที" พอได้ยินแล้วในวินาทีนั้นก็อาจจะรู้สึก หรือได้ภาพ ของโลกสองใบที่ไม่เหมือนกัน ภาพของสังคมตะวันตกที่เร่งรีบเหลือเกิน วิ่งกันควั่กๆ อีที่ไม่รีบไม่วิ่งก็ยืนหลบๆหน่อย ดูตัวใครตัวมันดีแท้ ไม่เหมือนกับสังคมไทยเราที่สบาย เนิบเแช่มช้า เรารักกัน เราคุยกัน เราสบายใจ

 

ตรงนี้ผมว่าน่าคิดนะ เพราะบ้านเราเองเราแบรนดิ้งตัวเองว่าเรานี่แหละคือผู้คนที่เปี่ยมด้วยมิตรไมตรีมีเมตตาน่าคบหาใครอยู่ใกล้ก็เป็นสุข และเราตราสังคมตะวันตกว่าเป็นสังคมแบบเร่งรีบตัวใครตัวมัน ไม่สนใจใคร วุ่นวาย ผิดกับเรา แต่ถ้าเรามองแนวคิดตรงนี้อีกแง่ล่ะ ไอ้การที่เรายืนหลบไปฝั่งหนึ่งโดยไม่เืดือดร้อนอะไรมากกลับเป็นการ"คิดเผื่อ"ใจคนอื่นที่เร่งรีบมิใ่ช่หรือ? เหมือนเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงคนอื่นมากกว่าคิดถึงการเดินกันเป็นกองกองของตัวเอง(ซึ่งพบบ่อยมากตามช่องทางการจราจรที่แคบๆ สะพาน ถนนแคบๆ ก็จะต้องเดินกันเป็นกลุ่มเป็นหน้ากระดาน รีรอกัน หยอกล้อกัน เดี๋ยวอีคนเดินนำก็จะ้เบรครอคุยกับอีคนนึง เสร็จทั้งขบวนก็รออีคนนำ ชลอกันไปชลอกันมา)

 

ดังนั้นผมคิดว่าวัฒนธรรมการ"คิดถึงผู้อื่น"ในเรื่องเล็กๆน้อยเช่นนี้ น่าพิจารณารับมาใช้บ้างท่าจะดี เพราะผมเชื่อว่าบนบันไดเลื่อนก็มีโอกาสมากที่จะมีซักคนที่ยืนกระวนกระวายใจอยากจะกระโดดข้ามขั้นบันไดเลื่อนทีละขั้นสองขั้นเพื่อไปให้ถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด เหมือนกับผมที่อยากไปโรงหนังให้ทันเวลาซึ่งจริงๆอาจเป็นเรื่องสำคัญกว่านี้ย่อมมีแน่นอน (ที่น่าตลกคือถ้าเกิดรีบมากๆจนต้องมุดต้องแทรกขอโทษเป็นพัลวันสิ่งที่จะต้องพบคือสายตาสุดแสนรำคาญที่ส่องมาว่า(แล้วการถือวัฒนธรรมอันดีแห่งตะวันออกดังที่ได้กล่าวไปแล้วก็จะโบยตีคนที่รีบนั้นว่า"จะรีบอะไรนักหนายะ" เพราะคนไทยที่ดีต้องเนิบๆไม่รีบและมีไมตรีจิต)แถมฆ้อนสะบัดบ็อบสามจังหวะ...)

 

ปล ถ้าผมจำไม่ผิดตามรถใต้ดินจะติดป้ายว่าkeep rightด้วย แต่ไม่ทำกันหรอกเพราะยังไม่ใช่่วัฒนธรรมของเรา

วันนี้That's all folks projectจบลงแค่นี้ พรุ่งนี้จะเขียนถึงคำว่า"ขยะ"และ"อาหารขยะ"โดยจะมาเปิดเผยให้รู้ว่าโลกตะวันออกเรารู้จัก"อาหารขยะ"มานานนมแล้ว

 

edit @ 17 Sep 2010 03:05:52 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

จริงด้วยนะครับ ถ้ามองในมุมที่ว่า เรื่องการเคารพสิทธิ ก็เข้าทีเลยทีเดียว

ปล เรื่องภาพความเร่งรีบมันเป็นมายาภาพน่ะครับ เหมือนถ้าเราพูดถึงตะวันตกเราก็มีภาพอย่างนึง พูดถึงตะวันออกก็มีภาพอย่างนึง พูดถึงผู้หญิงก็มีภาพอย่างนึง ซึ่งมันไม่เป็นเสมอไปรวมเรียกว่ามายาคติ จริงๆแล้วถ้ามองไปเกือบทุกอย่างที่เป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรม(อะไรก็ตามที่คนสร้าง/คิดขึ้น)เกือบทั้งหมดแอบแฝงไว้ด้วยมายาคติเกือบทั้งนั้น

ถ้าจะพูดถึงมายาคติก็จะโยงกับวาทกรรมครับ วาทกรรมเป็นการประกาศชุดความจริงชุดหนึ่งที่ก่อให้เกิดมายาคติ(s) เช่นการพูดว่า"สยามเมืองนยิ้ม" นี่ก็เป็นวาทกรรมที่ก่อให้เกิดมายาคติมาอีกขโยงนึง หรือโลกร้อนก็นับเป็นวาทกรรมเหมือนกันopen-mounthed smile
นอกจากยืนชิดแล้ว อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นคือการใช้รถใช้ถนนของคนออสเตรเลียครับ ที่นี่คนกับรถมีสิทธิใช้ถนนที่เท่าเทียม(ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในตัวบทกฎหมาย)
ที่นี่ทางม้าลายคือทางม้าลายครับ ถ้าคนจะเดินข้ามถนนที่ทางม้าลาย คนขับทุกคนเต็มใจหยุดรถไม่ว่าจะมาเร็วแค่ไหนให้คนเดินข้าม ผมไม่ได้รู้สึกไปเองว่าเค้าเต็มใจ เพราะมีโบกมือโบกไม้ + ยิ้ม ประมาณว่า "คุณเดินข้ามเลย" แต่ถ้าเราเดินข้ามตรงอื่นที่ไม่ใช่ทางข้าม มีโดนบีบแตรเฉ่งเหมือนกันครับ

โดยรวม ผมคิดว่าสังคมตะวันตกเป็นรูปแบบที่เคารพสิทธิของกันและกันค่อนข้างมาก ซึ่งผมคิดว่าไม่เกี่ยวนักกับการเร่งรีบหรือไม่เร่งรีบ เพราะสังคมปัจจุบันที่กลายสภาพเป็นสังคมเมือง มันก็ไม่น่าจะให้อารมณ์เร่งด่วนเหมือน ๆ กัน (รึเปล่า)

ปล. กทม. ดูจะเป็นเมืองเร่งรีบกว่า Melbourne ด้วยซ้ำ แต่ที่นี่ยืนกระไดเลื่อนชิดซ้ายเหมือนกันครับ

#2 By ck on 2010-09-17 09:30

จำได้ว่าตอนไปฮ่องกงเราก็ยืนซะกลางเลย จนหันหลังกลับมาจะคุยกับเพื่อนเท่านั้นแหละต้องรีบชิดขวาทันที

ประเด็นนี้น่าคิดต่อจังครับ มันย้อนแย้งกันดี sad smile

#1 By Seam - C on 2010-09-17 08:54