หลังจากที่กระแสส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีโถมทับนานาประเทศเอเชีย โถมใส่จนจะซัดข้ามไปยังโลกตะวันตกแล้ว ก็ยังผลให้ทางกระทรวงวัฒนธรรมไทยเริ่มเล็งเห็นว่ากลยุทธการส่งออกวัฒนธรรมช่างมีอำนาจและมีประสิทธิภาพเสียนี่กระไร อย่ากระนั้นเลยเราเองในนามกระทรวงวัฒนธรรมก็จะขอดำเนินรอยตามยุทธวิธีนี้ด้วยการของบไปสร้างหนังร้อยล้านโดยเลือกเรื่องไว้สองเรื่องคือสี่แผ่นดินและนายขนมต้ม นายขนมต้มขอพักไว้ก่อน แต่สี่แผ่นดินท่านให้เหตุผลเชื่อมโยงกับแดจังกึม ซีรีย์แนวย้อนยุคเรื่องแรกๆที่สร้างกระแสวัฒนธรรมเกาหลีฟีเวอร์พร้อมกับเสนอภาพทางวัฒนธรรมเกาหลีในเมืองไทยได้อย่างมั่นคง(เมื่อปี2548 เกือบห้าปีที่แล้ว) เพราะดูเผินๆแดจังกึมและแม่พลอยจากสี่แผ่นดินดูจะไม่ห่างไกลกันนักทั้งการพูดถึงผู้หญิง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเรืองรอง และแน่นอนอาหาร (พอดีเพิ่งดูรายการTBPSเมื่อบ่ายเสนอเรื่องนี้)

 

แน่นอนว่านั่นเป็นการดูอย่างผิวเผินก็อาจจับคู่ภาพชีวิตของแม่พลอยและแม่นางซอว่าคล้ายกันอยู่พอประมาณ(โดยมองข้ามคำถามทำนองว่าทำซ้ำกับที่เขาทำแ้ล้วจะดีหรือ) ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่เกาหลีจะสร้างผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมมาตีตลาดนานาชาติได้นั้น ข้อควรชื่นชมและปฎิบัติตามเป็นอันดับแรกๆก่อนการสร้างหนังตามคือไม่ได้สร้างงานอย่างไม่มีรากฐาน ในการผลิตงานของฝั่งเกาหลีนั้นมีการส่งทีมวิจัยออกเก็บข้อมูลและค้นคว้าอย่างหนักแน่นก่อนทุกขั้นตอนตั้งแต่ก่อน ระหว่างและหลัง โดยเอาองค์ความรู้นั้นมาเป็นพลังได้อย่างน่าประทับใจ ถ้าให้คาดหมาย เชื่อได้เลยว่าทางเกาหลีต้องมีการวิจัยและพัฒนาบทโดยใช้องค์ความรู้สมัยใหม่มา"ประกอบสร้าง"เพื่อนำเสนอ"ภาพวัฒนธรรม"ของเขา(โดยใช้หลักวัฒนธรรม-วรรณคดีศึกษา) ก่อนที่จะทำวิจัยกลุ่มผู้บริโภคเพื่อดูว่่าคนดู"ต้องการอะไร"(ใช้หลักการตลาด-นิเทศ)และเมื่อนำเสนอก็ผนวกเข้ากับงานศิลป์ให้น่าตื่นตาตื่นใจ(ใช้หลักทางศิลปะ)

 

โดยไม่ต้องวิจัยอย่างลึกซึ้งใดๆแต่มองไปสู่ตัวเรื่องและโครงสร้างของเรื่องทั้งสองที่ทางกระทรวงได้อ้างถึง เพียงแยกส่วนอย่างผิวเผินผนวกกับแนวคิดทฤษฎีเล็กๆน้อยๆก็จะสามารถอธิบายได้ว่าทำไมแดจังกึมของทางเกาหลีจึงสามารถตีตลาดระดับโลกได้ และถ้าเอามาจับกับเรื่องสี่แผ่นดินตามแผนการก็จะพบว่าแดจังกึมและสี่แผ่นดินนั้นเป็นคนละขั้วซึ่งกันและกันเลยทีเดียว นั่นอาจแปลว่า ความคาดหวังที่สี่แผ่นดินจะเฟื่องฟูตามรอยแดจังกึมนั้นอาจเป็นไปได้ยาก เพราะทั้งสองต่างตอบสนองและแสดงภาพที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว

 

มอง(เพศ)สถานะและบทบาทแม่นางซอ ผู้หญิงเพื่อผู้หญิงที่ประนีประนอมต่อผู้ชายอยู่ในที

คาดว่าการที่หนังเรื่องนึงจะหยิบยกความสำเร็จและการต่อสู้ดิ้นรนของผู้หญิงคนนึงในประวัติศาสตร์ส่วนนึงน่าจะทำวิจัยมาแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายหลักในการชมละครย่อมหนีไม่พ้นผู้หญิิง ซึ่งพื้นที่ในบ้านเป็นพื้นที่ของผู้หญิงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทิศทางของการดูโทรทัศน์ย่อมตกเป็นของผู้หญิงด้วยความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ฉะนั้น ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำเรื่องของผู้หญิงมาให้ผู้หญิงดู ส่วนผู้ชายคงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักแต่จะอธิบายทีหลังว่าหนังไม่สุดโต่งประนีประนอมกับทั้งสองฝ่ายได้ยังไง

 

 ดังนั้นการทำหนังให้ผู้หญิงดูก็คงต้องคิดมาเรียบร้อยแล้วว่าผู้หญิงอยากซึมซับอะไร(ที่มันลึกซึ้งมากกว่าการสร้างภาพฝันเฟื่องต่างๆนาๆ พระเอกหล่อ นางเอกสวย ต่างฝ่ายต่างสมบูรณ์พร้อมผจญมารเหล่านางร้ายและจบลงด้วยความสมบูรณ์พูนสุข)จริงๆแล้วลึกๆควรจะสร้างอะไรมาจึงจะสามารถดึงเอาความรู้สึกร่วมของกลุ่มผู้ชม สนองต่อความต้องการส่วนลึกได้มากที่สุด ซึ่งสำหรับแดจังกึมก็สามารถมองเห็นวิธีการสร้าง"ความหมาย"ของผู้หญิงผ่านสถานะ บทบาท และเส้นทางของแม่นางซอ ซึ่งในระยะแรกเรื่องราวชีวิตของแม่นางซอค่อนข้างจะเดินตามแบบฉบับคือเป็นเรื่องของบุคคลที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา การต่อสู้ดื้นรนจนสามารถก้าวเป็นตำนานได้นั้น สิ่งที่จะดึงดูดความสนใจของผู้ชมก็อยู่ี่การเอาใจช่วยตัวละครเอกให้สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงได้ไปตลอดรอดฝั่ง แต่ในแง่หนึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะติดตราตรึงใจผู้ชมจนเกิดกระแสคลั่งไคล้ได้ด้วยเงื่อนไขเพียงแค่นั้น หากแต่ถ้าลองมองความหมายต่างๆที่ถูกนำเสนอก็จะพบรหัสทางวัฒนธรรมบางอย่างที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้ชมโดยที่ผู้ชมนั้น(อาจจะ)ไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการใช้ประเด็นเรื่องเพศสถานะ(gender)-คือการแบ่งเพศตามระบบสังคม(หญิงมีลักษณะแบบนี้ๆใช้อารมณ์ มีหน้าที่เป็นแม่ เป็นเมีย ต้องดูแลบ้านอยู่บ้าน ชาย มีความเหนือกว่า มีอำนาจ มีหน้าที่ภาระนอกบ้าน เป็นต้น) มาจัดการเปลีี่ยนแปลงให้ความหมายให้อำนาจใหม่กับผู้หญิง

 

ส่วนที่สำคัญที่สุดที่โดดเด่นของแดจังกึมคือการใช้ตัวละครเอกที่เป็นเพศหญิงและยิ่งไปกว่านั้นเป็นหญิงที่ใช้ฉากชีวิตในยุคโบราณ ยุคที่ผู้หญิงแทบจะไม่มีบทบาทหน้าตาอะไรในสังคมนอกจากบทบาทแม่และเมียเท่านั้น พื้นที่ของผู้หญิงมีแต่ในบ้านหรืออีกนัยคือในครัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตัวเรื่องได้จัดการโยกย้ายพื้นที่ของผู้หญิง(คือครัว)จากบ้านมาสู่วัง และให้ผู้หญิงได้ใช้หน้าที่ที่ถูกจัดสรรไว้นั้นกลับมาเป็นอำนาจต่อรองกับสังคม(หรือสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่) และยิ่งไปกว่านั้นแม่นางซอไม่ได้หยุดเพียงแค่จุดสูงสุดบนพื้นที่ของผู้หญิง แต่นางกลับสามารถ"แหก"พื้นที่ครัวเปลี่ยนสถานะตนเองจาก"แม่ครัว"กลายเป็น"หมอ"ได้อีกด้วย(มันมีพัฒนาการจากอร่ิิอย/ไม่อร่อย > ดีต่อสุขภาพ/ไม่ดีต่อสุขภาพ > มีชีวิตรอด/ตาย) ซึ่งตรงนี้ถือว่าสร้างความหมายใหม่ให้กับผู้หญิงได้อย่างแท้จริง เพราะจากการที่เป็นผู้บริการเพียงแค่ปรุงอาหารเพื่อรสชาติ พัฒนาจนแสดงให้เห็นความสำคัญของอาหาร จนสุดท้ายกลายเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นและความตายของพระราชา ซึ่งบทบาทการเป็นหมอในเรื่องก็แสดงให้เห็นการ"รุกล้ำ"พื้นที่และหน้าที่ของผู้ชายที่เป็นปัญหาที่แม่นางซอต้องเผชิญ(ซึ่งในเรื่องมีตัวละครอริจำนวนมากเป็นผู้ชายที่แม่นางต้องก้าวผ่านไปให้ได้) บทบาทของผู้หญิงจึงกลายเป็นผู้กุมชะตาอยู่เบื้องหลังแผ่นดินทั้งแผ่นดินผ่านความเป็นความตายของพระราชา ในจุดนี้อาจกล่าวได้ว่าแม่นางซอเป็นสตรีที่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดในบรรดาผู้หญิงทั้งมวล ทั้งยังได้รับยศที่แด ตรงนี้แหละที่เป็นการสร้างความตราตรึงให้กับเหล่าคนดูโดยเฉพาะผู้หญิง(ผู้ที่ในขณะนั้นอาจจะหั่นผักเพื่อทำอาหารไปพลาง ซึ่งประสบการณ์ต่างๆของผู้หญิงที่หยิบมาใช้นี้เป็นประสบการณ์์ร่วมในแบบเฟมินิสต์ ดังนั้นตัวซีรีย์จึงสัมผัสใจได้ด้วยประสบการณ์ร่วมนี่เอง)

 

โดยสถานะและบทบาทของแม่นางซอนั้นวางไว้ได้อย่างแนบเนียนคือเชิดชูตัวละครไปโดยไม่ได้เหยียบย่ำทำลายโครงสร้างอำนาจของผู้ชายอย่างรุนแรงแต่อย่างใด ตัวละครซอจังกึมเองก็มีความคล้อยตามครรลองของสังคมชายเป็นใหญ่ในเรื่องได้เป็นอย่างดีโดยที่ตัวนางเองกลับมาลักษณะบางประการที่ปฎิเสธที่จะจำนนต่อสถานะความเป็นหญิงของตัวเองเช่นความกล้าบ้าบิ่นหรือความดื้อรั้นไม่ยอมแพ้เป็นต้น หลายครั้งที่นางกล้าท้าทายกับอำนาจของผู้ชายทั้งหลายไปจนถึงอำนาจของชายที่เป็นใหญ่ที่สุดบนแผ่นดิน แต่แล้วนางก็หาได้เหิมเกริมรุกล้ำอำนาจหรือคุกคามอำนาจของผู้ชายในตอนท้าย กล่าวคือมีการสลับสถานะกันไปมาระหว่างนางและผู้ชาย และในตอนจบก็แสดงให้เห็นว่านางก็กลับไปสู่พื้นที่ของผู้หญิงอย่างมีความสุข ดังนั้นเมื่อผู้ชายดูเรื่องนี้ก็จะไม่รู้สึกอึดอัดอะไร แต่อาจจะเผลอเอาใจช่วยสาวๆในเรื่องเสียด้วยซ้ำ(ในอีกแง่ถ้าเรื่องเสนอการท้าทายอำำนาจของผู้หญิงอย่างสุดโต่งเิกินไปเพื่อเอาใจผู้หญิง เช่นแม่นางซออาจจะเหิมเกริมมาก เมื่อดูแล้วผู้หญิงอาจจะสาแก่ใจ แต่ผู้ชายอาจจะไม่พอใจ กล่าวคือเรื่องนี้สามารถจัดโครงสร้างอำนาจระหว่างหญิงชายได้ดีมาก ถ้าวิเคราะห์จริงๆอาจจะเห็นขอบๆว่าผู้ชายยินยอมที่จะเป็นรองในแง่ไหน ผู้หญิงยินยอมที่เป็นรอยในแง่มุมไหนโดยไม่อึึดอัดใจ)

 

 แม่พลอย ผลผลิตของสังคมเก่า

 ทั้งหมดนี้ถ้าหันมาดูแม่พลอยของไทยเรา เหนือสิ่งอื่นใดควรทราบว่าแม่พลอยเป็นผลงานของผู้ชายที่วาดภาพของผู้หญิงอย่างผู้ชายอยากให้เป็นในช่วงนึงนานมาแล้วของสังคมไทย คือเป็นผู้หญิงในอุดมคติช่วงรัตนโกสินทร์ตอนปลาย ดังนั้นโลกทัศน์ของแม่พลอยจึงตรงกันข้ามกับแดจังกึมอย่างรุนแรง ถ้าถามกันตรงๆว่าแม่พลอยทำอะไรบ้าง ก็ตอบแทบไม่ได้เลยว่าแม่พลอยต้องดิ้นรนให้คนเอาใจช่วยอย่างไร แม่พลอยเป็นสตรีชั้นสูงที่เกือบจะพูดได้ว่าล่องลอยอยู่เหนือปัญหาทั้งปวงด้วยฐานะอันสูงส่งของตน ความเป็นไปต่างๆของแม่พลอยก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจของผู้ชายทั้งนั้น แม่พลอยจึงเป็นผู้หญิงที่ยินยอมและยินดีที่จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชาย ดังนี้ไม่ได้กล่าวว่าแม่นางซอหรือแม่พลอยอย่างไหนจะมีคุณค่ากว่ากัน แต่สิ่งที่ต้องคิดคือถ้าเอาโลกทัศน์ที่เป็นสมัยเก่ากลับมาฉายซ้ำในทุกวันนี้โดยไม่ดูบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแน่ใจหรือว่างานจะประสบความสำเร็จ ความงามในชีวิตของแม่พลอยคือการรู้จักมองโลกไปอย่างที่มันเป็นและพอใจในพื้นที่ที่แม่พลอยอยู่ แม่พลอยยินดีที่จะเป็นทั้งเมียและแม่ เต็มใจที่จะอยู่ในบ้านในครัว ปรนนิบัติผัวเลี้ยงดูลูกและไม่สนใจที่จะล่วงล้ำกิจการของผู้ชาย ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรตามบริบทแนวคิดของยุคสมัย แต่ถ้าจะทำส่งออก ไม่แน่ว่าจะถูกจริตและเฟื่องดังที่วาดหวังไว้

 

ดังนี้จะเห็นได้ว่าแม้สี่แผ่นดินและแดจังกึมจะมีส่วนประกอบคือผู้หญิง โบราณและอาหาร แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นถึงอุดมการณ์และความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งอุดมการณ์และความหมายนี้เป็นแก่นที่ถูกส่งผ่านไปยังผู้ชมและย่อมเป็นแปรเป็นความนิยมของงานชิ้นนั้นๆ การเลือกและทำจึงควรจะเริ่มจากการ"รู้จัก"สิ่งนั้นๆก่อนทั้งสิ่งที่เป็นต้นแบบและสิ่งที่จะผลิตออกมา งานของเกาหลีเกือบทั้งหมดจับตลาดผู้หญิง ซึ่งก็ทำไ้ด้อย่างอยู่หมัดเพราะมีการคิดมาอย่างถี่ถ้วนว่าควรจะเสนออะไรให้้ถูกใจ กินใจ ดังนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าสินค้าทางวัฒนธรรมของเขาจึงขายได้และขายดีเสียด้วย หากเปรียบไปก็เหมือนกับสินค้าดีๆที่ตอบโจทย์การใช้งานให้กับผู้บริโภคไ้ด้ครบถ้วน ผิดก็ที่สินค้าทางวัฒนธรรมนั้นไม่ได้มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยหรือเพียงความสวยงามอย่างสินค้าทั่วไป แต่ความหมายแฝงฝังอยู่ในวัฒนธรรมนั้นต่างหากที่เป็นใจสำคัญที่จะต้องปล่อยให้แทรกซึมไปสู่ผู้รับ หากเพียงแต่หยิบมาส่งๆโดยไม่ขุดค้นให้ดี สินค้านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสินค้าราคาถูกที่ไม่มีความหมาย เพราะคำว่า"วัฒนธรรม"นั้นมีความซับซ้อนอยู่มาก

 

ปล งานเขียนนี้เขียนขึ้นจากความทรงจำจากการดูแดจังกึมเมื่อหลายปีก่อนและการที่เคยอ่านสี่แผ่นดิน ดังนี้งานเขียนนี้อาจมีข้อผิดพลาดในรายละเอียดเพราะมุ่งจับเอาภาพกว้างๆของงานทั้งสองมาเปรียบเทียบกันอย่างหลวมๆเพื่อแสดงให้เห็นความต่างและปัญหาการตอบสนองตลาดที่อาจเกิดขึ้น

edit @ 24 Aug 2010 02:02:32 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 24 Aug 2010 02:06:52 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

edit @ 24 Aug 2010 02:47:59 by v@n,ละเลงวรรณกรรม

Comment

Comment:

Tweet

Hot! confused smile ต้องมองให้ลึกจริงๆ นะนี่

#3 By เสี่ยแนน on 2010-08-24 11:50

Hot!

#2 By b-padung Studio on 2010-08-24 09:52

Hot!

#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2010-08-24 09:35